17820021_s

เคยโดนยิงคำถามว่า “ตัวเลขคุณผิดหรือเปล่า?” ระหว่างนำเสนอในที่ประชุมไหมครับ??

แปลกใจไหมครับว่าทำไมผู้บริหารเก่งๆบางคนเค้าเพิ่งดูข้อมูลเราเป็นครั้งแรก

แต่ เค้ารู้ว่ามันผิดตรงไหน??

ทั้งๆที่เราเป็นคนทำข้อมูลเองแท้ๆเรายังมองไม่เห็นเลย สุดท้ายแล้วเราก็โดนยิงตัวพรุนไปตามระเบียบ T_T

ผมขออธิบายผสมเรื่องส่วนตัวเล็กน้อยนะครับ

สมัยที่ผมเพิ่งเปลี่ยนแนวจากสายวิเคราะห์การตลาดมาเป็นการเงินการบัญชีนั้น ผมประสบปัญหานี้เสมอ

อาจเป็นเพราะงานในสายการเงินการบัญชีให้ความสำคัญกับความถูกต้องมากๆๆๆๆ และหลายๆครั้งที่ผมต้องกลับมาแก้เพราะว่าตัวเลขนั้นมัน “ผิด” จริงๆ สาเหตุของความผิดพลาดนั้นมาจากสองสาเหตุใหญ่ๆคือ

  1. ผมเขียนสูตรในเอ็กเซลผิด (ประจำ) หรือพิมพ์ตัวเลขที่เป็นข้อมูลตั้งต้น (Input) ผิด (เอาเข้าไป) ผลลัพธ์ต่อจากนั้นมันก็เจ๊งสิครับ T_T ….
  2. ข้อมูลที่ผมได้รับจากคนอื่นผิด

ผมพยายามอย่างหนักที่จะทำอะไรขึ้นมาก็ได้เพื่อกำจัดสาเหตแรกทิ้งไป เช่น การสร้างตรรกะเพื่อทดสอบว่าข้อมูลที่ได้ในแต่ละขั้นถูกต้องหรือไม่

โดยหากมีตรรกะ (สูตรเอ็กเซล) เช่นนี้คอยตรวจสอบ ผมก็อุ่นใจได้ว่าตัวเลขของผมต้องไม่ผิดแน่นอน ผ

มจึงพยายามอย่างหนักที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อสร้างวิธีการเช่นนี้ขึ้นมากับงานของผม หรือพยายามเขียนสูตรให้เป็นอัตโนมัติทั้งหมด งดงานอัตโนมือทั้งสิ้น

แต่… มันก็แก้ได้เฉพาะความผิดพลาดที่เกิดจากตัวผมเอง

ในหลายๆครั้งวิธีการของผมถูกต้อง แต่เจ้านายหรือผู้บริหารมองว่าตัวเลขมันแปลกๆ ผมยืนยันว่า “วิธีการ” ของผมถูกต้องแน่นอน

แต่เค้าก็ยืนยันว่า “ผลลัพธ์” ของผมมันผิด ขอให้ผมไปตรวจสอบให้ละเอียดว่ามันผิดพลาดตรงไหน ..

เจอแบบนี้เข้าไปก็แอบเซ็งเล็กน้อย แต่ก็ต้องทำเพราะงานมันไม่เสร็จ ผมก็เลยไปตรวจอย่างละเอียดว่ามันผิดจริงหรือเปล่า

ใช่ครับ… มันผิดจริง T_T”……

แล้วผมก็พบว่าบางครั้งสาเหตุเกิดจากข้อมูลที่ผมได้รับจากคนอื่นผิดพลาด ผมก็เลยไปตอบเจ้านายว่าสาเหตุของความผิดพลาดมาจากเพื่อนร่วมงานท่านนึง แต่ “คำตอบ” ที่ผมได้รับกลับมาคือ

“แล้วทำไมถึงไม่รู้ว่ามันผิด??”

อ้าว!!! ผมจะรู้ได้ยังไงล่ะครับ!!! เค้าส่งข้อมูลมา ผมก็ต้องตั้งสมมติฐานว่าข้อมูลนั้นถูกต้องสิครับ แต่.. “คำตอบ” ที่ผมได้รับกลับมาอีกครั้งคือ

“ใช้ Sense Of Number สิ”

มันคืออะไรครับ ไอ้เจ้า Sense Of Number เนี่ย มันคล้ายๆ Sixth Sense หรือเปล่า แล้วมีกันทุกคนไหม??

ผมก็ถามเจ้านายกลับไปว่า

นี่ผมต้องตรวจสอบข้อมูลอินพุทของผมทั้งหมดเลยหรือ

ผมรับข้ออินพุทจากเพื่อนร่วมงานเป็นสิบคน แค่ตรวจสอบอย่างเดียวก็คงกินเวลาไปหลายชั่วโมงแล้ว นี่ยังไม่ได้นับเวลาทำงานขั้นตอนต่อไปเลย!!!

เจ้านายผมก็อธิบายว่า

ผมไม่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด แต่ต้องสแกนข้อมูลแล้วใช้ Sense Of Number ตรวจสอบดูว่าข้อมูลนั้นถูกต้องหรือเปล่า

ในตอนนั้นผมรู้สึกว่านี่เป็นคำอธิบายที่ต้องการคำอธิบายอีกชั้นนึง

แต่ผมก็คิดว่า ถ้าเจ้านายผมมีเจ้า Sense Of Number ได้ แล้วทำไมผมถึงมีไม่ได้

ผมจึงพยายามคลุกคลีกับงานมากขึ้น ตรวจสอบข้อมูลอินพุทจากเพื่อนร่วมงานมากขึ้น

แน่นอนว่าใช้เวลาตรวจนานพอควรเพราะผมยังจับเจ้า Sense Of Number นั่นไม่ได้

หลังจากใช้เวลาอยู่นาน ผมก็พบวิธีการที่จะ “สร้าง” เจ้า Sense Of Number ขึ้นมา!!! วิธีการนั้นคือการตรวจสอบด้วยตรรกะที่ว่า

“ตัวเลขที่เห็น” ใกล้เคียงกับตัวเลขที่คาดว่าจะเห็น” หรือไม่

ใช่ครับ มันเป็นวิธีการที่ง่ายๆแบบนั้นแหละครับ!!!!

คือเราต้องมี ตัวเลขที่คาดว่าจะเห็น อยู่ในหัวเสียก่อน

จากนั้นนำเจ้าตัวเลขที่คาดว่าจะเห็น ไปเปรียบเทียบกับ ตัวเลขที่เห็น แล้วดูว่าใกล้เคียงกันหรือไม่

ถ้าใกล้เคียง ก็แสดงว่าตัวเลขนั้น “น่าจะถูก” (ขอใช้คำว่า น่าจะถูก นะครับ เนื่องจากโอกาสผิดก็มีเช่นกัน)

ถ้าไม่ใกล้เคียง ก็มีความเป็นไปได้สองอย่างได้แก่

  1. ตัวเลขที่เห็นผิด
  2. ตัวเลขที่คาดว่าจะเห็นผิด

เจ้ากรณีที่สองนี่แหละครับที่ผมโดนยิงคำถามตอนนำเสนอเป็นประจำ และนั่นก็เป็นผลมาจาก Sense Of Number ของผู้บริหาร หรือเจ้านาย หรือคนที่ถามคำถามนั่นแหละครับ

แล้วทำยังไงถึงจะมี ตัวเลขที่คาดว่าจะเห็น ในหัวได้??

คำตอบง่ายมากเลยครับ “ต้องฝึก” และต้องหาข้อมูลประกอบครับ

คำว่า “ต้องฝึก” นั้นหมายรวมไปถึงคำว่า “ประสบการณ์” ด้วยนะครับ

หากเราต้องพบกับตัวเลขนี้บ่อยๆ เช่น ทุกเดือน เราคงต้องจำให้ได้ก่อนว่าตัวเลขพวกนี้มีค่าประมาณเท่าไร และในช่วงเวลานั้นมี “ปัจจัย” อะไรบ้างที่อาจทำให้ตัวเลขพวกนี้ผิดเพี้ยนไป

สมมติว่าเรากำลังรวบรวมตัวเลขผลประกอบการประจำเดือนของบริษัท เราคงต้องทำการบ้านไปก่อนว่าโดยเฉลี่ยแล้วบริษัทเราได้กำไรเดือนละกี่บาท เช่น หนึ่งล้านบาท

และในรอบเดือนที่ผ่านมามีเหตุการณ์อะไรที่อาจทำให้กำไรของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เช่น เดือนนี้ยอดขายตกตอนต้นเดือน

เราก็ต้องประมาณการณ์คร่าวๆว่า เจ้ายอดขายที่ตกตอนต้นเดือนมีผลกระทบต่อกำไรเท่าไร  เช่น หนึ่งแสนบาท

ดังนั้นเจ้า ตัวเลขที่คาดว่าจะเห็น ก็น่าจะประมาณเก้าแสนบาท

ถ้าสุดท้ายแล้ว ตัวเลขที่เห็น มีค่าเท่ากับหกแสนบาท ง้นก็แสดงว่าเจ้าตัวเลขที่เห็นอาจมีอะไรผิดพลาด

แต่หากมองอีกมุมหนึ่งเจ้าตัวเลขที่คาดว่าจะเห็นอาจจะผิดพลาดก็ได้นะครับ

อย่างไรก็ตาม นั่นแปลความหมายได้ว่า

ตัวเลขตัวใดตัวหนึ่งผิด

ดังนั้นเราคงต้องตรวจสอบดู

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมแนะนำว่า หากเรายังไม่มีประสบการณ์เพียงพอ

อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าตัวเลขที่เห็นผิด นะครับ

หรือถึงแม้ว่าเราจะมีประสบการณ์มากแล้ว ผมก็ยังแนะนำว่าให้ตรวจสอบเสียก่อน บางครั้งความผิดพลาดอาจเกิดจาก ข้อมูลประกอบไม่เพียงพอ ก็เป็นไปได้นะครับ

เช่น เราอาจไม่ทราบว่าในเดือนนั้นเครื่องจักรเสีย ต้องหยุดการผลิตไปสองวัน เป็นต้น

ผมเชื่อว่า Sense Of Number เป็น “ทักษะ” ครับไม่ใช่เซนส์ที่มีเฉพาะบางคน

ดังนั้นหากเราหมั่นฝึกฝน เตรียมตัวหาข้อมูลประกอบเยอะๆ เพิ่มพูนประสบการณ์ให้ตัวเอง เราก็ต้องมี Sense Of Number แน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ผมอยากให้ทุกท่านอย่าเชื่อเจ้า Sense Of Number มากถึงกับปักใจว่าเจ้าตัวเลขที่เห็นมันผิด เพราะ Sense Of Number กับ Ego มันกั้นกันด้วยเส้นบางๆ นะครับ

ขอให้สนุกกับการฝึกฝน “ทักษะ” Sense Of Number ทุกคนครับ,

.

หากคุณชอบบทความแนวนี้ สามารถอัพเดตบทความใหม่ๆโดยคลิก Like เฟสบุ๊คแฟนเพจ วิศวกรรีพอร์ต หรือคลิก ที่นี่

อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านเพื่อเป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะครับ ^_^