14485911_s

สมมติว่าคุณเป็น CEO ของบริษัท เห็นตัวเลขผลกำไรในแผนเดือนนี้ไม่ดีเลย ต้องหาทางเพิ่มผลกำไรโดยด่วน

คุณพบว่าสินค้าตัวหนึ่งของบริษัทมีความต้องการในตลาดสูงมาก สามารถขายเพิ่มได้ทันที

แม้ว่าราคาขายไม่สูงนัก แต่ก็ยังสูงกว่าต้นทุนผันแปร คุณจึงสั่งทีมขาย อยากขายเท่าไรขาย ขายเกลี้ยงสต็อกก็ไม่ว่า ขอให้ราคาขายมากกว่าต้นทุนผันแปรก็พอ

สั่งทีมผลิตให้ผลิตด้วย กลัวไม่พอขาย แต่ห้ามมีผลกระทบกับยอดผลิตสินค้าอื่น เสี่ยสั่งลุยว่างั้น…

พอถึงสิ้นเดือน อ่านรีพอร์ตสรุปกำไร ตาแทบถลนออกจากเบ้า

ผลกำไรต่ำกว่าแผนตอนแรกซะอีก

ทั้งๆที่ขายเจ้าสินค้าตัวนั้นจนเกลี้ยงสต็อก รวมถึงล็อตใหม่ที่ผลิตเพิ่มด้วย!!

เช็คกับฝ่ายบัญชีแล้ว ตัวเลขก็ถูกทุกอย่าง

ทีมขายก็ขายได้ตามราคาที่ตั้งไว้

ต้นทุนการผลิตก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ต้นทุนคงที่ก็มีค่าเท่าเดิม

ยอดขายและกำไรจากสินค้าตัวอื่นก็เหมือนเดิม

แล้วมันผิดตรงไหนเนี่ย??

.

.

ในความเป็นจริงนั้น มีความเป็นไปได้หลายอย่าง หนึ่งในความเป็นไปได้นั้นคือ

เราลืมคำนึงถึง ต้นทุนของสินค้าสต็อกต้นงวด

ถ้าต้นทุนของสินค้าในสต็อกต้นงวดสูงกว่าราคาขายที่กำลังจะขาย และมีจำนวนมากระดับหนึ่ง แม้ว่าราคาขายจะสูงกว่าต้นทุนผันแปรของสินค้าที่จะผลิตใหม่ ถ้าเรายิ่งขาย กำไรยิ่งลดลง

ไม่ว่าเราจะใช้วิธีคำนวณต้นทุนแบบเฉลี่ย หรือเข้าก่อน-ออกก่อน (FIFO) ก็ตาม

หลายคนอ่านถึงบรรทัดนี้แล้วอาจแปลกใจว่า

ทำไมถึงยอมขายของราคาต่ำกว่าทุน?

เป็นคำถามที่ดีครับ ในความเป็นจริงแล้ว คงไม่มีใครยอมขายของราคาต่ำกว่าทุนแน่นอน แต่ในบางธุรกิจ ราคาขายไม่ได้ขึ้นกับต้นทุน

แต่ขึ้นกับราคาตลาด

อาจมีบางช่วงเวลาที่ราคาตลาดสูงกว่าทุน และบางช่วงเวลาที่ราคาตลาดต่ำกว่าทุน

นี่คือความจริงของบางธุรกิจ มักเกิดขึ้นกับธุรกิจที่มีสัดส่วนต้นทุนผันแปรสูง อัตรากำไรเบื้องต้นต่ำ (GP Margin) และราคาตลาดค่อนข้างผันผวน

ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับธุรกิจที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) หรือสินค้าเกษตรแปรรูปบางชนิด เช่น เหล็ก ยางพารา แป้ง น้ำตาล

บางคนอาจแปลกใจว่า ในเมื่อราคาขายมากกว่าต้นทุนผันแปร แล้วทำไมยิ่งขาย กำไรยิ่งลดลง?

ขออธิบายด้วยตัวเลขเพื่อให้เห็นภาพนะครับ สมมติว่า

  • ต้นทุนของสินค้าในสต็อกต้นงวดคือ 110 บาท มีจำนวนทั้งหมด 2,000 ชิ้น
  • วางแผนผลิตสินค้าในเดือนนี้ 1,000 ชิ้น
  • ต้นทุนผันแปรของสินค้าที่จะผลิตใหม่คือ 90 บาท/ชิ้น
  • ต้นทุนคงที่ของสินค้าที่จะผลิตใหม่คือ 20,000 บาท
  • ราคาขายที่คิดไว้คือ 100 บาท/ชิ้น

สำหรับแผนตอนแรกนั้น ต้นทุนคงที่จะเท่ากับ 20 บาท/ชิ้น (20,000/1,000) ต้นทุนทั้งหมดของสินค้าที่จะผลิตใหม่ทั้งหมดคือ 110 บาท (90 + 20)

เมื่อนำมาถัวกับต้นทุนสินค้าในสต็อกต้นงวดแล้ว ต้นทุนสินค้าขายคือ 110 บาท ((110*2,000)+(110*1,000))/(2,000+1,000)

นั่นแปลว่าขาดทุน 10 (100-110) บาท/ชิ้น สมมติว่าตอนแรกกะขายทั้งหมด 1,500 ชิ้น กำไรจากสินค้าตัวนี้คือ -15,000 บาท

พอเสี่ยสั่งลุย แถมผลิตเพิ่มเพื่อลดต้นทุนคงที่ด้วย จึงผลิตเพิ่มเป็น 2,000 ชิ้น ต้นทุนคงที่จึงลดลงเหลือ 10 บาท/ชิ้น (20,000/2,000)

ต้นทุนของสินค้าผลิตใหม่ลดลงเหลือ 100 บาท/ชิ้น (90+10)

เมื่อนำมาถัวกับต้นทุนสินค้าในสต็อกต้นงวดแล้ว ต้นทุนสินค้าขายคือ 105 บาท ((110*2,000)+(100*1,000))/(2,000+1,000)

นั่นแปลว่าราคานี้ขาดทุน 5 (100-105) บาท/ชิ้น ต่อให้ขายสินค้าในสต็อกและสินค้าที่ผลิตขึ้นใหม่ทั้งหมดรวม 4,000 ชิ้น กำไรจากการขายสินค้าตัวนี้จะกลายเป็น -20,000 บาท หรือก็คือกำไรลดลงนั่นเอง!

จริงๆแล้ว โจทย์ข้อนี้ผมประยุกต์มาจากเคสในวิชาบัญชีบริหาร และปรับเติมประสบการณ์เข้าไป

บ่ายวันเสาร์เมื่อหลายปีก่อน ผมกำลังเรียนอยู่ในห้องเรียนวิชาบัญชี ด้วยอาการสะลืมสะลือ ฝนตกพรำๆ แอร์เย็นๆ อากาศไม่เหมาะแก่การเรียนเลย เหมาะแก่การนอนเป็นที่สุด อยู่ๆอาจารย์ก็ถามโพล่งขึ้นว่า

ถ้าบริษัทของเรากำลังอยู่ในสภาวะวิกฤต ราคาขายที่เราขายได้ต่ำกว่าทุน เราควรขายไหม?

ผมสะดุ้งพรวดขึ้นมาทันที! แต่ยังมีสติสะกิดเพื่อนข้างๆให้ช่วยตอบแทน พร้อมกับเอามือขวาปาดน้ำลายที่มุมปาก

คำตอบของอาจารย์ในวันนั้นคือ

ตราบใดที่ราคาขายยังสูงกว่าต้นทุนผันแปร หรือ Contribution Margin (CM) ยังเป็นบวก เราควรขาย

เพราะต้นทุนคงที่เป็นต้นทุนที่เสียไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้ ถ้าราคาขายยังมีกำไรในแง่ของต้นทุนผันแปร ยิ่งขาย ยิ่งขาดทุนลดลง

นี่คือกลยุทธ์การบริหารในสภาวะวิกฤตที่หลายคนรู้กัน

เคสนั้นเป็นเคสง่ายๆ อธิบายให้เห็นแนวคิด

แต่…ไม่ได้กล่าวรวมถึงสินค้าในสต็อก

ถ้าเรานำสินค้าในสต็อกมาพิจารณาด้วย คำตอบอาจไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป

อันที่จริงแล้ว ถ้าบริษัทนี้เป็นบริษัทที่มีวินัยด้านบัญชีสูง ปัญหายิ่งขาย กำไรยิ่งน้อย จะไม่เกิดขึ้น เพราะในทางบัญชีนั้น เราต้องปรับมูลค่าของสินค้าในสต็อกให้สอดคล้องกับราคาขายงวดถัดไป หรือศัพท์ในทางบัญชีก็คือ NRV (Net Realizable Value) นั่นเอง

ขอไม่กล่าวถึง NRV นะครับ เดี๋ยวยิ่งทำให้บทความยาวไปกันใหญ่ (ตอนนี้ก็ยาวมากแล้ว ^^)

การพิจารณาที่ Contribution Margin เป็นวิธีลดการขาดทุนให้น้อยที่สุด

แต่ไม่ได้แปลว่า จะกลับมามีกำไรเป็นบวกได้เสมอไป

งั้นวิธีการนี้ผิดเหรอ?

ไม่ได้ผิดครับ เพียงแต่ว่าเราต้องนำทิศทางของราคาขายมาพิจารณาด้วย

ยังไง งง?

ถ้าราคาขายอยู่ในช่วงขาลง ตราบใดที่ยังมากกว่าต้นทุนผันแปร เราควรขายครับ ยิ่งถือสต็อกต้นทุนสูงๆไว้ด้วย ต้องรีบปล่อยให้เร็วที่สุด

แต่ถ้าราคาขายอยู่ในขาขึ้น เราอาจต้องยอมถือสต็อกสูง ไปจนถึงถึงราคาที่ต้องการ ในระหว่างรอควรผลิตสินค้าให้มากที่สุด เพื่อลดต้นทุนคงที่ต่อหน่วย แต่ก็ควรขายด้วยเช่นกัน เพื่อให้สต็อกไม่สูงเกินไป และมีเงินหมุนเข้ามาในธุรกิจ

เอ..ดูๆไปคล้ายๆกลยุทธ์เล่นหุ้นเลยนะเนี่ย.. ^^

.

หากคุณชอบบทความแนวนี้ สามารถอัพเดตบทความใหม่ๆโดยคลิก Like เฟสบุ๊คแฟนเพจ วิศวกรรีพอร์ต หรือคลิก ที่นี่

อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่าน เพื่อเป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะครับ ^_^