ผมมีทฤษฎีนึง อยากให้คุณช่วยพิสูจน์ว่าจริงไหม
พิสูจน์ได้ง่ายมาก แถมสนุกด้วย 🙂
ทฤษฎีที่ว่าคือ
ชื่อเล่นของเพื่อนคุณ 50% ขึ้นต้นด้วย ต อ บ จ
โดยเพื่อนกลุ่มนั้นต้องมีขนาดใหญ่พอ (มากกว่า 30 คน)
ต เช่น เตย ตูน ต่อ
อ เช่น แอน อั๋น โอ๋
บ เช่น โบว์ บอล บาส
จ เช่น จู โจ้ จิ่ง
ผมค้นพบทฤษฎีนี้ในกลุ่มไลน์เพื่อนสมัยมหาลัย
คือเราจะนัดเลี้ยงรุ่นกัน ก็เลยลงชื่อว่าใครจะไปบ้าง
ลงชื่อที่ว่าคือ ก๊อปปี้ข้อความเดิมแล้วเพิ่มชื่อตัวเองต่อท้ายเข้าไปนั่นแหละ
พอเห็นข้อความเดิมบ่อย ๆ ผมสังเกตว่า ชื่อเพื่อนกลุ่มนี้ขึ้นต้นด้วย ต อ บ จ เยอะมาก
ลองคำนวณคร่าว ๆ ประมาณ 50%
โดยเฉพาะ ต มีเยอะที่สุด
ลองเอาทฤษฎีนี้ไปใช้กับชื่อเล่นเพื่อนสมัย ม.ปลาย พบว่าผลลัพธ์ไม่ต่างกัน
และ ต ก็มีเยอะสุดเช่นเคย
น่าแปลกมากว่าพยัญชนะไทยมีตั้ง 44 ตัว แต่ชื่อเล่นกลับกระจุกตัวแค่ 4 ตัว หรือคิดเป็นประมาณ 10% เท่านั้น
[ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ]
ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่า ทั้ง 4 ตัวเป็นอักษรกลางทั้งหมด
(ถ้าใครงงคำว่าอักษรกลาง ให้นึกถึง ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง)
จุดเด่นของอักษรกลางคือ ผันวรรณยุกต์ได้ครบ 5 เสียง (สามัญ เอก โท ตรี จัตวา) ขณะที่อักษรสูงหรืออักษรต่ำจะผันวรรณยุกต์ได้ไม่ครบ
เมื่อผันได้ 5 เสียง จึงมีคำมากที่สุด โดยเฉพาะไม้ตรีที่อักษรอื่นไม่มี เช่น ต๊ะ เอี๊ยง อั๊ต
อีกส่วนนึงคือ ทั้ง 4 ตัว เป็นพยัญชนะที่ออกเสียงง่าย จึงเป็นพยัญชนะที่มักนำมาตั้งเป็นชื่อเล่น
สังเกตว่าพยัญชนะที่ออกเสียงยาก เช่น ร ล จะมีชื่อเล่นน้อย (ไม่ใช่ไม่มีนะ แต่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับพยัญชนะอื่น)
อีกส่วนนึงอาจเป็นเรื่องของเจเนอเรชัน ชื่อเล่นคนรุ่นผมมักเป็นชื่อเรียกง่าย ๆ เป็นคำพยางค์เดียว หรือเต็มที่ก็สองพยางค์
(ชื่อเล่นของเด็กสมัยนี้มีความซับซ้อนมากกว่า คงใช้ทฤษฎีนี้ไม่ได้)
อ้อ, อย่าลืมว่าเพื่อนกลุ่มนั้นต้องมีขนาดใหญ่พอ หรือมากกว่า 30
[ ทำไมต้องมากกว่า 30? ]
คุ้น ๆ ตัวเลข 30 ไหมครับ คลับคล้ายคลับคลา เหมือนเคยได้ยินก่อน …
30 คือตัวเลขที่เราใช้อนุมานว่าข้อมูลนั้นกระจายตัวแบบเส้นโค้งปกติ (Normal Curve, ระฆังคว่ำ)
ที่มาของ 30 คือ สมัยก่อนเราใช้ตารางสถิติแบบกระดาษ พบว่าที่ระดับ df (degree of freedom) ประมาณ 30 ค่าจากตาราง t จะใกล้เคียงค่าจากตาราง z จนแทบไม่ต่างกัน
ถ้าข้อมูลมีจำนวนมากกว่า 30 ก็อาจอนุมานได้ว่าแจกแจกแบบปกตินั่นเอง
จากทฤษฎีชื่อเล่นโยงมาที่ระฆังคว่ำได้ไงเนี่ย!
จริง ๆ ไม่เกี่ยวกับระฆังคว่ำอะไรหรอก คือสมัยเรียนห้องผมมี 40 คน ก็เลยโยง 30 มาให้ดูเท่ ๆ เท่านั้นแหละ 😁
ลองนำทฤษฎีนี้ไปใช้กันดู ได้ผลเป็นยังไง เมนต์บอกกันด้วยนะครับ 😊
