Search

วิศวกรรีพอร์ต

Make your reports better with shorter time

เจ๋งเป้ง! สูตร Excel ปรับฟอร์แมตเบอร์โทรศัพท์

ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์เละเทะมากเลย อยากปรับฟอร์แมตให้ถูกตามหลักสากล ต้องเขียนสูตรยังไงคะ? จู่ๆน้องแนนก็โพล่งถามขึ้น
ที่ว่าเละ มันเละยังไงหรือครับ? ผมถามกลับ
คือบางเบอร์มีเลขศูนย์นำหน้า บางเบอร์ก็ไม่มีเลขศูนย์นำ บางเบอร์มีขีดกลางคั่น บางเบอร์ก็ไม่มีขีดกลางคั่น แถมบางเบอร์มีช่องว่างคั่นด้วยค่ะ?

ข้อมูลที่น้องแนนพูดถึง หน้าตาประมาณนี้ครับ

ผมเห็นแล้วแอบสูดลมหายใจด้วยความหนาวเหน็บ เพราะข้อมูลเละเทะจริงๆ แถมมีหลายแพทเทิร์นมากๆ
ถ้าลองคิดความเป็นไปได้ของแพทเทิร์นทั้งหมด แล้วเขียนสูตรโดยใช้ IF จะมี IF ซ้อนกันไม่รู้กี่ชั้น
ปัญหาของการเขียน IF ซ้อน IF หลายๆชั้นก็คือ ถ้าต้องแก้ไขสูตร บอกได้คำเดียว..
ร้องไห้หนักมาก T_T

แล้วจะเขียนสูตรยังไงดีน่ะหรือครับ?
ในมุมมองของผม การเขียนสูตรสำหรับเคสนี้มี 2 ขั้นตอน นั่นคือ
1. ปรับให้เหลือเฉพาะตัวเลข
2 ปรับฟอร์แมตตัวเลขให้ถูกตามหลักสากล

1 ปรับให้เหลือเฉพาะตัวเลข

แนวทางของวิธีนี้คือ ตัดขีดกลาง ( – , hyphen) กับช่องว่าง (space) ระหว่างตัวเลขทิ้งไป
ถ้าเขียนสูตรโดยใช้ฟังก์ชัน FIND หาตำแหน่งของขีดกลางกับช่องว่าง แล้วใช้ฟังก์ชัน MID ตัดจำนวนอักขระที่ต้องการ สูตรจะยาวมากกกก
วิธีที่ง่ายกว่าคือใช้ฟังก์ชัน SUBSTITUTE !

ฟังก์ชัน SUBSTITUTE ใช้ทำอะไร?
ฟังก์ชัน SUBSTITUTE มีความหมายตรงตามชื่อเลย นั่นคือ ใช้แทนที่ข้อความเก่า ด้วย ข้อความใหม่
หรือใช้แทนที่ ตัวอักษรเก่า ด้วย ตัวอักษรใหม่

แล้วจะใช้ SUBSTITUTE ตัดขีดกลางกับช่องว่างได้ยังไง?
ได้แน่นอนครับ เพราะจะใช้ SUBSTITUTE แทนที่ ขีดกลาง (“-“) กับช่องว่าง (” “) ด้วย ค่าว่าง (“”) นั่นเอง !

หมายเหตุ: อักขระ “” ไม่ใช่ค่าว่าง (null) แต่คือ ค่าเสมือนว่าง
อันที่จริงแล้ว “” คือข้อความ (text) ที่มีความยาว 0 อักขระ
เพื่อป้องกันความสับสน ผมขอเรียก “” ว่า ค่าเสมือนว่าง ครับ ^__^
(ค่าว่างจริงๆคือต้องว่างแบบไม่มีอะไรเลย)

มารู้จักโครงสร้างของฟังก์ชัน SUBSTITUTE กัน โครงสร้าง คือ

SUBSTITUTE( text, old_text, new_text, [instance_num] ) 

text คือ ข้อความหรือเซลล์ที่ต้องการเปลี่ยน เช่น เคสนี้คือ เซลล์ A2
old_text คือ คือ ข้อความ (หรืออักขระ) ที่ต้องถูกแทนที่ เช่น เคสนี้คือ ขีดกลาง (“-“) และ ช่องว่าง (” “)
new_text คือ ข้อความ (หรืออักขระ) ที่นำมาแทนที่ เช่น เคสนี้คือ ค่าเสมือนว่าง (“”)
[instance_num] คือ จำนวนครั้งที่ต้องการแทนที่ สามารถระบุได้ว่าต้องการแทนที่ old_text ด้วย new_text กี่ครั้ง (ในเซลล์ A2 อาจมีขีดกลางมากกว่า 1 ตัว)
ถ้าไม่ระบุ [instance_num] โปรแกรมจะแทนที่ old_text ด้วย new_text ทั้งหมด ซึ่งเคสส่วนใหญ่มักเป็นแบบนี้ และเคสนี้ก็เช่นกัน

มาแทนที่ ขีดกลาง ด้วย ค่าเสมือนว่าง กัน
เขียนสูตรได้เป็น

=SUBSTITUTE( A2, “-” ,”” )

ได้ผลลัพธ์หน้าตาแบบนี้

ไม่เลวเลยใช่ไหมครับ ^__^

จะพบว่ามีปัญหาเล็กน้อยคือ
บางเซลล์ยังไม่เป็นตัวเลขทั้งหมด ยังคงมีช่องว่าง (space) ปนอยู่ด้วย
เช่น เซลล์ B5, B6, B7, B10, B11, B12
การกำจัดช่องว่าง ก็คือการแทนที่ช่องว่าง (” “) ด้วย ค่าเสมือนว่าง (“”) นั่นเอง
หรือเขียนสูตรเป็น
=SUBSTITUTE( text , ” ” ,”” )

สำหรับเคสนี้ให้มองเป็นการใช้ SUBSTITUTE 2 รอบ
รอบแรกคือ แทนที่ “-” ด้วย “” ซึ่งทำเสร็จแล้ว ( SUBSTITUTE( A2, “-” ,”” ) )
รอบสองคือ แทนที่ ” ” ด้วย “”
ตอนทำรอบสอง ต้องนำผลลัพธ์จากรอบแรกมาใช้ด้วย จึงต้องใช้ SUBSTITUTE ซ้อนเข้าไป หรือเขียนสูตรเป็น

=SUBSTITUTE( SUBSTITUTE( A2, “-“, “” ), ” ” , “” )

ได้ผลลัพธ์หน้าตาแบบนี้

เหลือเฉพาะตัวเลขตามต้องการแล้ว ^__^

2 ปรับฟอร์แมตตัวเลขให้ถูกตามหลักสากล

ขั้นตอนนี้ง่ายมาก เพราะใช้ฟังก์ชันเดียวแบบตรงๆเลย นั่นคือ ฟังก์ชัน TEXT
ฟังก์ชัน TEXT ใช้ทำอะไร?
ฟังก์ชัน TEXT ใช้เปลี่ยนฟอร์แมตของตัวเลขให้เป็นตัวหนังสือ (text) ความเจ๋งคือกำหนดรูปแบบของตัวหนังสือตามต้องการได้

มารู้จักฟังก์ชัน TEXT กันนิดนึงครับ โครงสร้างคือ

TEXT( value, format_text )

value คือ ตัวเลขที่ต้องการถูกเปลี่ยนฟอร์แมต
format_text คือ รูปแบบตัวหนังสือที่ต้องการ

ถ้ารูปแบบของเบอร์โทรที่ต้องการคือ 08 5345 9812 ให้กำหนด format_text เป็น “00 0000 0000”
หรืออาจเขียนสูตรเป็น
=TEXT( value, “00 0000 0000” )

value ในที่นี้คือก็คือ SUBSTITUTE( SUBSTITUTE( A2, “-“, “” ), ” “, “” ) พอเขียนสูตรแบบเต็มๆจะได้เป็น

=TEXT( SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(A2,”-“,””), ” “,””),”00 0000 0000″)

“ได้จริงๆด้วย !! ขอบคุณมากๆเลยค่า” น้องแนนโห่ร้องด้วยความดีใจ

แล้วถ้าข้อมูลมีเบอร์โทรศัพท์บ้านด้วย เช่น 02-247-9841 จะปรับสูตรยังไงดีคะ? น้องแนนเริ่มเกิดความคิดสร้างสรรค์

แล้วถ้าข้อมูลมีเบอร์โทรศัพท์ของต่างจังหวัดด้วย เช่น 038-213-445 จะปรับสูตรยังไงดีคะ? ความคิดสร้างสรรค์เริ่มหลั่งไหล

แล้วถ้าต้องการปรับฟอร์แมตเบอร์โทรศัพท์ให้ขึ้นต้นด้วยรหัสประเทศไทย (+66) จะได้ใช้ในนามบัตร ต้องปรับสูตรยังไงคะ? ความต้องการที่แท้จริงเริ่มพรั่งพรู

แนวทางเขียนสูตรยังคงเป็น 2 ขั้นตอนครับ
1 ปรับให้เหลือเฉพาะตัวเลขและไม่มี 0 นำ
2 ปรับฟอร์แมตตัวเลข

1 ปรับให้เหลือเฉพาะตัวเลขและไม่มี 0 นำ

ถ้าข้อมูลขึ้นต้นด้วย 0 (เช่น 089-347-7987) เมื่อใช้สูตร =SUBSTITUTE( SUBSTITUTE( A2, “-“, “” ), ” “, “” ) จะพบว่าผลลัพธ์ยังคงมีศูนย์นำ
การปรับให้เหลือเฉพาะตัวเลขแบบไม่มีศูนย์นำนั้นง่ายมาก เทคนิคคือ เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นตัวเลขนั่นเอง !
และเทคนิคการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นตัวเลขที่ง่ายที่สุดก็คือ การใส่เครื่องหมาย — (เครื่องหมายลบติดกันสองอัน) นำหน้าสูตร
หรือเขียนสูตรเป็น

=–SUBSTITUTE( SUBSTITUTE( A2,”-“,””), ” “, “”)

ง่ายสุดๆใช่ไหมล่ะ ^^

2 ปรับฟอร์แมตตัวเลข

ถ้าข้อมูลมีเบอร์บ้านหรือเบอร์ต่างจังหวัด จะมีความซับซ้อนเล็กน้อย
เพราะฟอร์แมตของเบอร์บ้านหรือเบอร์ต่างจังหวัดตามหลักสากลคือ +66 XXXX XXXX
เช่น +66 2247 9841, +66 3821 3445

แต่ฟอร์แมตของเบอร์มือถือตามหลักสากลคือ +66X XXXX XXXX เช่น +668 9345 7421

แล้วจะแยกได้ยังไงว่า ข้อมูลไหนเป็นเบอร์บ้าน ข้อมูลไหนเป็นเบอร์มือถือ?
จำนวน
ไงครับ ^__^

ถ้าเบอร์ไหนมี 9 ตัว เบอร์นั้นคือเบอร์มือถือ ถ้าไม่ใช่ คือเบอร์บ้าน เช่น
=IF( LEN(B2) = 9, ฟอร์แมตเบอร์มือถือ, ฟอร์แมตเบอร์บ้าน )

หรือเขียนสูตรเป็น

=”+66″&IF( LEN(B2)=9, TEXT( B2, “0 0000 0000″), TEXT( B2, ” 0000 0000″) )

ง่ายกว่าที่คิดใช่ไหมล่ะ ^__^

“ง่ายจริงๆด้วยค่ะ” น้องแนนดีใจหนักมาก

“แล้วถ้าข้อมูลมีเบอร์ภายในที่ต้องกดด้วย เช่น 02-634-7821 Ext 123 จะเขียนสูตรยังไงคะ?”
เป็นคำถามที่ดีมากครับ และถ้าลองคิดให้ดี จะมีเคสอื่นๆด้วย เช่น

ถ้ากรอกเบอร์โทรศัพท์ไม่ครบ เช่น จาก 081-345-6789 แต่กรอกเป็น 081-345-689 จะทำยังไง?
– ถ้ามีข้อมูลขึ้นต้นด้วยรหัสประเทศไทย เช่น +66-2457-3419 จะเขียนสูตรยังไง?
– ถ้ามีข้อมูลเบอร์ต่างประเทศด้วย เช่น +61 439 392 368 จะเขียนสูตรยังไง?
ฯลฯ

เคสเหล่านี้มีเกิดโอกาสขึ้นได้ทั้งหมด และสูตรที่ดีต้องคำนึงถึงเคสหรือเงื่อนไขให้ครอบคลุม
แน่นอนว่ายิ่งมีเงื่อนไขมาก สูตรก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นเป็นเงาตามตัว
ผมคงไม่สามารถอธิบายสูตรสำหรับทุกเคสได้ แต่ผมจะบอก “อาวุธ” สำหรับการเขียนสูตรที่ใช้ได้กับทุกเคส ไม่ว่าเคสนั้นจะซับซ้อนเพียงใดก็ตาม

“อาวุธ” ที่ว่า ก็คือ
1 ตรรกะ
2 ความเข้าใจฟังก์ชัน Excel
(รวมทั้งรู้จักฟังก์ชันมากพอ)

อาวุธทั้งสองนี้ต้องไปด้วยกัน ถ้าตรรกะดีแต่ไม่เข้าใจฟังกชัน ก็เขียนสูตรไม่ได้
ถ้าเข้าใจฟังก์ชัน แต่ตรรกะไม่ดี ก็เขียนสูตรไม่ได้

แต่ถ้าตรรกะดี และเข้าใจฟังก์ชัน ต่อให้เคสยากแค่ไหน ซับซ้อนเพียงใด ก็ไม่ใช่ปัญหา
ยิ่งเจอเคสยากๆ ยิ่งดี เพราะได้ลับอาวุธให้แหลมคมขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งถ้าเจอเคสยากมาก และเขียนสูตรได้เมื่อใดล่ะก็ …
มัน “ฟิน” แบบสุดๆเลยล่ะครับ

อยากรู้ว่าอารมณ์ “ฟิน” แบบนี้มันเป็นยังไง
ต้องลองถึงจะรู้ครับ ^__^

สำหรับใครที่สนใจไฟล์ตัวอย่างของบทความนี้ สามารถดาวน์โหลดเพื่อศึกษาเพิ่มเติมได้เลยครับ

.
หากคุณชอบบทความแนวนี้ สามารถอัพเดตบทความใหม่ๆโดยคลิก Like เฟสบุ๊คแฟนเพจ วิศวกรรีพอร์ต หรือคลิก ที่นี่
อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านเพื่อเป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะครับ ^__^

อ้างอิงหลักการเขียนเบอร์โทรศัพท์แบบสากลจาก:
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pasakorn/2010/11/04/entry-1

ขอบคุณ 100,000 Page Likes

คุณเคยทำเพจในเฟซบุ๊กไหมครับ?
ถ้าเคย ตอนเริ่มทำครั้งแรก คุณฝันว่าจะได้ยอดเพจไลก์เท่าไรครับ?

ถ้าคุณพอมีเวลาสัก 2 นาที ลองฟังเรื่องราวของผมไหมครับ …

ผมเริ่มทำเพจที่ชื่อแปลกหูว่า ‘วิศวกรรีพอร์ต’ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2015
(ที่จำวันได้เพราะวันนั้นเป็นวันกองทัพไทยพอดี ก็เลยจำไม่ลืม)
ตอนเริ่มทำเพจ ผมทำด้วยไฟที่ลุกฮือ ตั้งเป้ายิ่งใหญ่ว่าจะมียอดเพจไลก์ 100,000 !!

ทำไมตั้งเป้าว่าจะมียอดเพจไลก์ 100,000 น่ะหรือครับ?
อาจเป็นเพราะเพจดังที่ผมติดตามอยู่ล้วนมียอดเพจไลก์เกิน 100,000 ทั้งนั้น
ไหนๆก็คิดจะทำเพจแล้ว ผมก็อยากให้เพจดัง มียอดไลก์เป็น 100,000 จะได้เข้าทำเนียบ “เพจเรือนแสน” กับเค้าบ้าง ^^

พอตั้งเป้าหมาย 100,000 ตัวเลข 6 หลัก มันดูยิ่งใหญ่ เรียกพลังได้มากมายเสียจริง
เขียนตัวเลข 100,000 ลงในกระดาษ เลขศูนย์ตั้ง 5 ตัวแน่ะ มันดูเท่มากเลย
ไฟลุกโชนโหมกระหน่ำ กำมือสองข้างเข้าด้วยกัน ดึงศอกลงมา โน้มตัวไปข้างหน้านิดนึง บอกตัวเองดังๆว่า
เราทำได้ เราทำได้ ย๊า !!
มั่นใจสุดๆ
ทั้งที่ตอนนั้นมียอดเพจไลก์แค่ 2 คน คือผมกับภรรยา …

โชคดีที่ผมเริ่มทำบล็อกก่อนหน้าทำเพจ เลยมีหลายบทความเขียนเตรียมไว้แล้ว พอเริ่มทำเพจก็เลยเอาบทความที่เขียนไว้มาโพสต์ และเขียนบทความใหม่ควบคู่ไปด้วย
ช่วงนั้นฟิตมาก เขียนบทความทุกวัน โพสต์ทุกวัน มั่นใจว่าตัวเลข 100,000 ทำได้แน่นอน

ผ่านไป 1 เดือน ลองเดาไหมครับว่ายอดเพจไลก์เพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร?
3,000?
5,000?
10,000?
.
.
คำตอบคือ 180 T_T
.
แถมส่วนใหญ่มาจากเพื่อนล้วนๆ …

ผมเลยต้องปรับกลยุทธ์ เริ่มรู้สึกว่าคงต้องลงโฆษณาบ้าง ก็เลยลงโฆษณากับเฟซบุ๊ก
แล้วมันก็ได้ผล ตัวเลขพุ่งเป็น
500
1,000
2,000
5,000
10,000 !!
ฮ้า… ได้ 10% จากเป้าหมายแล้ว !
ผมบอกตัวเอง
พร้อมเหลือบเห็นค่าโฆษณาที่สูงกว่ายอดเพจไลก์ …

แล้วผมก็หยุดจ่ายค่าโฆษณาที่ 20,000 บาท ตรงกับยอดเพจไลก์ 18,000 พร้อมกับบอกตัวเองว่า
จ่ายค่าโฆษณาไม่ไหวแล้ว …

อันที่จริง จ่ายไป 20,000 แต่ได้ยอดเพจไลก์ 18,000 ถือว่าคุ้มมากๆ และตอนนั้นผมก็เริ่มเปิดคอร์สสอน เริ่มมีรายได้เล็กๆน้อยๆมาจุนเจือเพจ แต่ผมรู้สึกว่าไม่สนุกกับการโฆษณา การจ่ายค่าโฆษณาทำให้ผมรู้สึกหดหู่ หมดกำลังใจ ไม่มีแรงจะเขียนบทความ

ทำไมน่ะหรือครับ?
เพราะเวลาเฉลี่ยที่ผมใช้เขียนต่อ 1 บทความคือ 5 ชั่วโมง !!
คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ ห้า-ชั่ว-โมง
และตอนนั้นผมมีลูกสาววัย 2 ขวบ ซึ่งเป็นวัยกำลังน่ารัก การแบ่งเวลามา 5 ชั่วโมงเพื่อเขียนบทความ มันแปลว่าเวลาที่มีให้ลูกก็ลดลงไป 5 ชั่วโมงด้วย แถมต้องจ่ายค่าโฆษณาอีก
มันไม่สนุกแล้ว …

ผมตัดสินใจเลิกจ่ายค่าโฆษณาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2015
บอกตัวเองว่าจากนี้ไปเราจะไปถึง 100,000 ด้วยตัวเอง จะไม่พึ่งโฆษณา

จบปี 2015 ยอดเพจไลก์คือ 20,000
หรือพูดง่ายๆคือ 4 เดือนที่ไม่ได้จ่ายค่าโฆษณา ยอดเพจไลก์เพิ่มขึ้นแค่ 2,000
หรือเฉลี่ยเดือนละ 500
ด้วยเรตนี้ กว่าถึงจะเป้า 100,000 ต้องใช้เวลา 15 ปี !!

ดูแล้วน่าท้อมากเลยใช่ไหมครับ …
ผมพยายามมองในแง่ดี คิดว่าผ่านมา 1 ปี ได้ยอดเป็น 20,000 แล้ว เริ่มมีฐานแฟนเพจ ได้ประสบการณ์มากมาย เริ่มรู้แล้วว่าเขียนยังไงคนจะชอบ เขียนยังไงคนจะไม่ชอบ

ผ่านไปอีก 1 ปี หรือก็คือสิ้นปี 2016
ลองเดาไหมครับว่า จาก 20,000 ในปีแรก และปีนี้ไม่มีการโฆษณา ยอดเพจไลก์กลายเป็นเท่าไร?
25,000?
30,000?
35,000?
.
.
คำตอบคือ 60,000 !!
.
ไม่น่าเชื่อใช่ไหมครับ ^__^

ผมวิเคราะห์ (เอาเอง) ว่า เริ่มจับทางได้ว่าควรจะเขียนอย่างไร
คำว่าเขียนอย่างไรไม่ได้แปลว่าต้องเขียนเอา mass อย่างเดียว ถ้าเขียนเอา mass ก็คงเขียนแต่แนวพื้นฐาน ซึ่งสำหรับผมแล้วการเขียนแนวพื้นฐานไม่ค่อยสนุกเท่าไร ผมชอบเขียนบทความที่มีความลึก หรือมีเนื้อหาซับซ้อนมากกว่า
แต่ถ้าจะเขียนแต่เนื้อหาซับซ้อนอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะขนาดของผู้อ่านกลุ่มนั้นเล็กมาก ต้องบาลานซ์ให้พอดีระหว่างบทความซับซ้อนและบทความพื้นฐาน ผมคิดว่าพอหาจุดนั้นเจอนะ

ผ่านไปอีก 1 ปี หรือก็คือสิ้นปี 2017 ลองเดาไหมครับว่ายอดเพจไลก์กลายเป็นเท่าไร?
.
คำตอบคือ 87,000

เหมือนจะขึ้นมาเยอะ แต่ความจริงตัวเลขถึง 80,000 ตั้งแต่กลางปี 2017 แล้ว
แปลว่า ครึ่งหลังของ 2017 ได้เพิ่มเพียง 7,000
ถ้าใครจำได้ ตั้งแต่กลางปี 2017 เฟซบุ๊กเริ่มเปลี่ยนอัลกอริธึ่ม โพสต์อะไรเริ่มไม่ค่อยมีคนเห็น กดไลก์ไม่ได้แปลว่าจะเห็น
กด See First บางทียังไม่เห็นเลย T_T

ปีแรก 20,000
ปีที่สอง 60,000
ปีที่สาม 87,000
ปีที่สี่ เดือนมีนาคม 90,000
(ผมจำได้เลยว่า ตอนถึง 90,000 ดีใจมากกกก…กก (ก ไก่ ล้านตัว) แทบจะปิดซอยเลี้ยง ^^)
ปีที่สี่ เดือนมิถุนายน 95,000
ลองเดาไหมครับว่าสิ้นปีที่ 4 ตัวเลขจบที่เท่าไร?
.
คำตอบคือ 97,000
.
.
แปลว่าครึ่งปีหลังของ 2018 ตัวเลขขึ้นมาเพียง 2,000 จากฐาน 95,000
ใครเริ่มทำเพจครึ่งปีหลังของ 2018 คงมีท้อกันบ้าง โพสต์อะไรไปคนแทบไม่เห็น พอจะกลั้นใจจ่ายค่าโฆษณา เห็นตัวเลขแล้วไม่กล้ากดปุ่ม Boost Post เลย ราคาแพงขึ้นกว่าปี 2015 หลายเท่า
แต่ผมก็ไม่ท้อนะ บอกตัวเองว่า เหลืออีกแค่ครึ่งก้าวก็จะถึงเป้าหมาย 100,000 ที่ฝันไว้แล้ว …

.
.
และแล้วก็มาถึง วันที่ยอดเพจไลก์ทะลุ 100,000
หรือก็คือวันนี้นี่เอง !
(20 มีนาคม 2019)

ผมไม่ได้ตาฝาด ตัวเลขเพจไลก์กลายเป็นเลข 6 หลักแล้ว !!

แน่นอนว่าผมดีใจมาก ^___^

แต่แอบรู้สึกแปลกใจเล็กๆว่าความรู้สึกดีใจมันไม่ได้มากล้นเหมือนที่คาดไว้
คือวันที่ผมมีไฟลุกโชนโหมกระหน่ำ กำมือสองข้างเข้าด้วยกัน ดึงศอกลงมา โน้มตัวไปข้างหน้า บอกตัวเองดังๆว่าเราทำได้ ผมมโนภาพว่าพอถึงวันที่ตัวเลขกลายเป็น 100,000 มันต้องฟินสุดๆ อารมณ์ประมาณเอากำปั้นทุบหน้าอกรัวๆ พร้อมกับตะโกนดังๆว่า ทำได้แล้ว ทำได้แล้ว ฮ่า !!

เอาเข้าจริงมันไม่ได้ถึงขนาดนั้นแฮะ คือดีใจ แต่เป็นอารมณ์ประมาณกำมือขวา ดึงศอกลงมาเล็กน้อย และพูดว่า “เยส” เบาๆ

ผมก็งงกับตัวเองเหมือนกัน ทั้งที่มาถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้แล้ว ผ่านขวากหนาม ผ่านน้ำตาและหยาดเหงื่อมามากมาย ท้อจนคิดจะเลิกทำไม่รู้กี่ร้อยหน แต่สุดท้ายก็สำเร็จจนได้ มันควรจะดีใจแบบสุดเหวี่ยงสิ

พลันคิดถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เคยอ่าน (เสียดายจำชื่อหนังสือไม่ได้) เค้าบอกว่าวันที่เราไปถึงฝั่งฝัน เราจะไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นวันสุดวิเศษ แต่มันจะกลายเป็น checkpoint ไปสู่การเดินทางครั้งใหม่
ผมคิดว่า ผมเข้าใจความหมายนั้นแล้วล่ะ …

ขอบคุณมีมี่ ผู้เป็นภรรยาและลมใต้ปีก หอบพัดและผลักดันในวันที่ผมเศร้า กระตุ้นในวันที่ผมท้อ และเตือนในวันที่ผมละเลย

ขอบคุณมิรันและมาวิน ลูกสาวและลูกชายวัยกระเตาะ ผู้สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้พ่อได้เสมอ

ขอบคุณภา เพื่อนแท้ที่คอยให้กำลังใจ ถ้าไม่มีภาคอยฉุดรั้ง ผมคงเลิกทำเพจตั้งแต่ 6 เดือนแรกแล้ว

ขอบคุณพี่เปา คุณแบงค์ คุณป้อม คุณเก่ง คุณหญิง และน้องโจ้ ที่สละเวลาเป็นผู้ช่วยสอน และขอบคุณสำหรับมิตรภาพดีๆที่มีให้ ผมโชคดีมากๆที่ได้เจอพวกคุณ ^__^

สุดท้ายนี้ขอบคุณแฟนเพจทุกท่านที่ทำให้มีวันนี้ ถ้าไม่ได้การสนับสนุนจากทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็น ไลก์ เมนต์ แชร์ กำลังใจผ่านอินบ็อกซ์เมสเซส กำลังใจผ่านอีเมล ไม่มีทางเลยที่จะมาถึงจุดนี้ได้

ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณจริงๆครับ ^/\^


หากคุณชอบบทความแนวนี้ สามารถอัพเดตบทความใหม่ๆโดยคลิก Like เฟสบุ๊คแฟนเพจ วิศวกรรีพอร์ต หรือคลิก ที่นี่

อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านเพื่อเป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะครับ ^__^

คลิปสอน M Code ที่ดีที่สุดในโลก

คุณชอบ Power Query ไหมครับ?

ถ้าชอบ ผมแนะนำให้ดูคลิปนี้ครับ

เป็นคลิปสอน M Code ที่ดีและละเอียดมากๆ เรียกว่าดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นในอินเทอร์เน็ตก็ว่าได้

(M Code คือภาษาที่ใช้ Power Query) Continue reading “คลิปสอน M Code ที่ดีที่สุดในโลก”

Power Query: ผู้ปฏิรูป Excel สู่ยุค 4.0

จากการศึกษา Power Query อย่างจริงจังในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผมคิดว่าหลังจากนี้วิธีใช้งาน MS Excel จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

คำว่า “ไม่เหมือนเดิม” คือเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ถ้าเทียบกับรถก็คือการเปลี่ยนแบบ Major Change

หรือจะพูดว่า Power Query จะมา “ปฏิรูป” Excel ก็คงมิผิด

อีกไม่กี่ปีเด็กรุ่นใหม่อาจไม่ใช้คำสั่งดั้งเดิมที่เป็นของ Excel แล้ว แต่จะใช้คำสั่งใน Power Query แทน

เพราะอะไรน่ะหรือครับ?

เพราะ Power Query ใช้งานง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก จากเดิมที่เคยนั่งทำแบบถึกๆเป็นชั่วโมงก็จะเสร็จเพียงไม่กี่คลิก

ถ้าข้อมูลเกิดการเปลี่ยนแปลงก็ทำซ้ำทุกขั้นตอนด้วยการคลิกรีเฟรชเพียงปุ่มเดียว

ที่สำคัญคือไม่ต้องเขียนสูตรสักตัว!

ฟังดูเจ๋งมากเลยใช่ไหม งั้นมารู้จักกับ Power Query กัน ^__^ Continue reading “Power Query: ผู้ปฏิรูป Excel สู่ยุค 4.0”

อยากเริ่ม Power BI ให้เริ่มจากคลิปนี้

“อยากเริ่ม Power BI เริ่มยังไงดีครับพี่” ผมได้รับคำถามนี้บ่อยมาก

ผมเองก็ไม่รู้จะตอบยังไง เพราะตัวผมเองเริ่มแบบลองผิดลองถูก ทดลองทำเองมั่วๆ คลิกตรงนั้น ปรับตรงนี้ จิ้มตรงโน้น พองงก็ค้นในอินเทอร์เน็ต อ่านบทความและดูคลิปสอนหลายร้อยคลิป

การเรียนของผมไม่มีสเต็ป เกิดจากการเก็บเล็กผสมน้อย ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งแบบเก็บถูกและเก็บผิด ถ้าเก็บถูกก็โชคดีไป แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่อย่างนั้น ทำให้ผมใช้เวลา “งม” เยอะมาก แถมพื้นฐานบางจุดอาจไม่แน่น

ผมเองก็เคยคิดเหมือนกันว่า ถ้ามีคนสอนพื้นฐานให้แน่นตั้งแต่ต้นก็คงดี เพราะสิ่งสำคัญที่สุดก็คือพื้นฐาน ถ้าพื้นฐานไม่แน่น เวลาเจอเคสยากๆก็จะไม่เข้าใจ หรือทำให้รู้ว่าสิ่งที่เคยเข้าใจคือสิ่งที่เข้าใจผิดมาโดยตลอด

ผมเองก็ค้นหาสิ่งนั้นเหมือนกัน

จะว่าไปก็มีหลายคนที่สอนพื้นฐาน แต่ส่วนใหญ่อธิบายแต่ทฤษฎี ไม่ได้บอกว่าถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วจะเป็นยังไง หรือทำไมต้องทำแบบนี้ ทำให้เรียนแล้วไม่สนุก ไม่เข้าใจ

แล้ววันนี้ผมก็เจอสิ่งที่ค้นหา นั่นก็คือคลิปนี้!

Continue reading “อยากเริ่ม Power BI ให้เริ่มจากคลิปนี้”

เห็นแล้วอึ้ง! เทคนิคเปลี่ยนข้อมูลแนวขวางเป็นฐานข้อมูล [Unpivot Nested Columns]

หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ทำให้ Pivot Table ใช้ไม่ได้ผลก็คือ ข้อมูลไม่ได้ถูกจัดฟอร์แมตให้เป็นฐานข้อมูล หรือก็คือถูกเก็บในแนวขวาง (Crosstab) แทนที่จะเป็นแนวตั้ง!

ข้อมูลแนวขวางที่ว่า หน้าตาประมาณนี้ครับ

1_Database.png

ใครที่ทำฟอร์แคส (Forecast) บ่อยๆ ต้องใช้ฟอร์แมตหน้าตาแบบนี้แน่นอน

เรารู้ว่าข้อมูลแนวขวางไม่สามารถนำไปทำอะไรต่อได้ ปัญหาก็คือจะแปลงให้เป็นแนวตั้งได้ยังไงล่ะ?

ถ้าทำแบบแมนวล นั่งก็อปทีละบรรทัด บอกเลยว่าชีวิตเศร้ามาก (ผมเคยมาแล้ว T_T)

ถ้าใครใช้ VBA ปัญหานี้ถือว่า “จิ๊บๆ” ใช้คำสั่งวนลูป 2 ชั้น เขียนโค้ดไม่กี่บรรทัดก็จบแล้ว

ยิ่งตอนกด F5 แล้วนั่งกระดิกเท้าดูคอมพ์ทำงานเอง บอกเลย “ฟิน” สุดๆ ^^

แต่ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ไม่ชำนาญ VBA

แล้วจะทำยังไงล่ะ?

คำตอบคือ ใช้ Power Query และก็คือสิ่งที่กำลังจะปอกแบบหมดเปลือกในบทความนี้ครับ ^__^

รับรองว่าเห็นแล้วจะต้องอึ้ง

เพราะมันง่ายมาก ใช้เวลา 2 นาทีเสร็จ แถมไม่ต้องเขียนสูตรสักตัว!
Continue reading “เห็นแล้วอึ้ง! เทคนิคเปลี่ยนข้อมูลแนวขวางเป็นฐานข้อมูล [Unpivot Nested Columns]”

แนะนำคลิปใช้สูตร DAX แบบเจ๋งเป้ง

ใครที่ชอบ Power Pivot หรือชอบสูตร DAX แนะนำให้ดูคลิปนี้เลยครับ

เป็นคลิปที่ผมดูแล้วชอบมาก ชอบจนอยากบอกต่อ ดูจบแล้วก็ดูซ้ำอีก

ขอเล่าให้ฟังย่อๆเป็นการเรียกน้ำย่อยนิดนึงละกัน ^^

คลิปนี้สอนเทคนิคการคำนวณยอดขายที่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แสดงข้อมูลทั้งแบบรายเดือนและรายปี

ฟังเผินๆเหมือนจะง่าย แต่ขอบอกว่ายากมากครับ Continue reading “แนะนำคลิปใช้สูตร DAX แบบเจ๋งเป้ง”

ทำไมต้อง Power BI ใช้ Excel ไม่ได้เหรอ?

Power Query ใช้ทำอะไร?

ทำไม Power BI ต้องมี Power Query?

Power Query ทำงานร่วมกับ Data Model ยังไง?

คำตอบของทั้ง 3 คำถามอยู่ในคลิปนี้ครับ

เป็นคลิปที่ดีมากๆ อธิบายการทำงานร่วมกันของ Power Query, Power Pivot และ Power View ได้อย่างชัดเจน

(Power View คือความสามารถในการสร้างกราฟหรือแดชบอร์ดได้อย่างง่ายดาย)

Continue reading “ทำไมต้อง Power BI ใช้ Excel ไม่ได้เหรอ?”

อะไรนะ! Excel 2019 มี AI ด้วย!!

เวอร์ชันล่าสุดของ Excel คือ 2016 แต่ปลายปีนี้เราน่าจะได้เห็น Excel 2019 กันแล้ว เท่าที่ผมลองหาข้อมูลก็พบว่า Excel 2019 มีความสามารถเจ๋งๆเยอะมาก

บางความสามารถอ่านแล้วอึ้งเลยก็มี!

ขอสรุปความสามารถใหม่ (เท่าที่หาข้อมูลได้) เป็น 4 ข้อ ดังนี้ครับ Continue reading “อะไรนะ! Excel 2019 มี AI ด้วย!!”

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: