ถ้าให้เขียนรีวิวหนังสือเล่มนี้สั้น ๆ

“ไป-ซื้อ-มา-อ่าน”

“ทำไม?”

เพราะเป็นหนังสือที่ดีมาก ๆ

“ดียังไง?”

เพราะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของ นิยายนักสืบ นิยายตลก นิยายอิงประวัติศาสตร์ และนิยายวิทยาศาสตร์

“มีตั้งสี่แนวในเล่มเดียว?”

ใช่ ผสมผสานได้กลมกล่อมมาก

“เนื้อเรื่องเป็นยังไง?”

ผมเป็นแฟนหนังสือของพี่แท็ป (รวิศ หาญอุตสาหะ) พอเห็นหนังสือเล่มใหม่วางขาย ก็หยิบไปจ่ายเงินแบบไม่ต้องคิด

Unstructured วิธีคิดไร้กระบวนท่า” คือชื่อที่อยู่บนหน้าปก

หลังจากอ่าน มูซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์ จบ พอรู้ว่ามีภาคต่อ ผมจึงกดสั่งซื้อแบบไม่ต้องคิด

กดแล้วก็รออย่างใจจดใจจ่อ พอหนังสือมาส่งก็แกะอ่านทันที

ภาคนี้ชื่อ มูซาชิ: ปัจฉิมบรรพ ลำดับ ๑ ภาคดิน (ขอเรียกสั้น ๆ ว่า “ภาคดิน”) มีความหนา 500 หน้า แต่พออ่านได้ 200 หน้า ผมกลับรู้สึกเฉย ๆ แฮะ คือมันแทบเป็นคนละเรื่องกับภาคเดิมเลยก็ว่าได้ แต่คุณ ‘รุตม์’ เพื่อนน้ำหมึกคนหนึ่งบอกว่าสนุก เค้าบอกว่าชอบมากกว่าฉบับท่าพระจันทร์อีก

“ไหนๆก็ซื้อมาแล้ว อ่านให้จบละกัน” ผมคิดแบบนี้

โชคดีที่ผมเชื่อคุณรุตม์

คุณรู้จักมิยาโมโต้ มูซาชิ ไหมครับ?

ใช่ครับ เค้าคือนักดาบอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ผู้มีชีวิตโลดแล่นเมื่อราว 400 ปีก่อน (ค.ศ. 1586 – 1645)

ผมรู้จักมิยาโมโต้ มูซาชิ ครั้งแรกจากการอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น เรื่องที่ทำให้รู้จักจริงจังน่าจะเป็น ‘ไยบะ’ แม้ว่ามูซาชิในไยบะจะเป็นตัวละครล้อเลียนจนแทบกลายเป็นตัวตลก แต่ก็ทำให้รับรู้เรื่องราวของมูซาชิไม่น้อย

พอเห็นหนังสือเล่มนี้วางขาย แถมพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โปรดคือ Openbooks ก็เลยซื้อแบบไม่ต้องคิด

ผมตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ด้วยเหตุผล 2 ข้อ

ข้อแรก: หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับประเทศฟินแลนด์ ฟินแลนด์คือหนึ่งในประเทศที่ผมสนใจมากที่สุด เพราะได้รับการจัดอันดับว่ามีความสุขและมีการศึกษาดีที่สุดในโลก

ข้อสอง: เป็นหนังสือของสำนักพิมพ์ openbooks กระดาษดีแบบไม่มีที่ติ และถ้าพูดถึงชื่อนี้ก็ต้องนึกถึงคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ยอดนักเขียนในดวงใจ

อาจเป็นเพราะเหตุผลสองข้อนี้ดึงดูดให้ซื้อ แต่ไม่ดึงดูดมากพอให้อ่านทันที จึงโดนหนังสืออื่นหลายสิบเล่มแซงคิว โดน “ดอง” ในชั้นหนังสือที่บ้านมานาน

พอดีลูกชายจอมซนไปรื้อชั้นหนังสือ ผมจึงต้องจัดเก็บใหม่ พบหลายเล่มที่ถูกดองมาเนิ่นนาน หนึ่งในนั้นคือเล่มนี้

ทันทีที่เห็นปก คล้ายเหตุผลสองข้อนั้นกระโจนสู่สายตา กอปรกับเพิ่งอ่านหนังสือเล่มนึงจบ จึงอ่านเล่มนี้ต่อทันที เพราะถ้าไม่อ่านครานี้ อาจไม่ได้อ่านอีกแล้วก็เป็นได้

“ของดีที่ (เกือบ) ถูกมองข้าม” คือนิยามหลังอ่านจบ

หนังสือเล่มนี้เล่าถึง Sisu (อ่านว่า ซิ-สุ) ซึ่งเป็นวิถีของคนฟินน์

จะว่าเป็นวิถีก็ไม่ใช่ วัฒนธรรมก็ไม่เชิง คล้ายเป็นทัศนคติมากกว่า

ซิสุ แปลว่าอะไร?

ผมมีเรื่องจะสารภาพ
ผมเป็นโรค Perfectionist !

ฟังดูเหมือนดี แต่แท้จริงคือร้าย
กลัวความผิดพลาด กังวลกับสิ่งที่จะเกิด หมกมุ่นครุ่นคิด คิดวนไปมาจนทำอะไรไม่เสร็จสักที

คุณเคยมีความคิดแบบนี้หรือเปล่า?
ทำแล้วต้องออกมาดีที่สุด ถ้าทำแล้วไม่ดีไม่ต้องทำ
ถ้าใช่ คุณอาจมีนิสัยรักความสมบูรณ์แบบโดยไม่รู้ตัว

นิสัยรักความสมบูรณ์แบบบางครั้งไม่ปรากฏตัวตรงๆ แต่ออกมาเป็น ‘ร่างแยก’ 4 ร่างคือ
1. หมกมุ่นครุ่นคิด คิดวนไปมา
2. ต้องการการยอมรับ
3. กังวลต่อความผิดพลาด
4. ผัดวันประกันพรุ่ง

และนั่นคือเหตุผลที่ซื้อหนังสือเล่มนี้
How to be an imperfectionist
หรือชื่อไทยว่า สำเร็จได้ ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ
เขียนโดยคุณสตีเฟน ไกส์
แปลโดยคุณชนิกานต์ แตงน้อย

เมื่อได้ยินว่าหนังสือเศรษฐกิจโลก 1,000 ปี เริ่มขาดตลาด ผมรีบกดสั่งซื้อจากลาซาดาทันที วันรุ่งขึ้นกล่องพัสดุก็ถูกวางที่บ้าน

ไม่รอช้า แกะกล่อง แวบแรกนึกว่าหนังสือเกี่ยวกับน้ำมัน เพราะปกมันดำขลับ พอพลิกดูพบว่ากระดาษดีมาก ฝืดในระดับพอเหมาะ เวลาพลิกแล้วให้ผิวสัมผัสที่ดี (ในมุมของคนชอบอ่านหนังสือ เวลาอ่านหนังสือที่กระดาษดี มันฟินสุดๆ ^^) แอบติงนิดนึงว่ามีกลิ่นแปลกๆ ไม่แน่ใจว่าเกิดจากสารเคลือบผิวหรือเปล่า

หลังจากเปิดอ่านคร่าวๆรอบแรก ก็เริ่มอ่านจริงโดยใข้เวลาอ่านเพียงหนึ่งวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พยายามให้เกิด แต่ไม่ค่อยเกิดกับหนังสือเล่มอื่น

“ทำไมถึงอ่านจบวันเดียวน่ะหรือครับ?”
คำตอบง่ายมาก เพราะมันสนุก ^_^

นี่คือหนังสือประวัติศาสตร์ที่อ่านแล้ววางไม่ลง!
ไม่ใช่กาวติดมือ แต่เพราะเป็นประวัติศาสตร์ที่เขียนคล้ายมีคนเล่าให้ฟัง มีบทพูด มีบทบู๊ มีบทพรรณนา
แค่ย่อหน้าแรกก็ประทับใจแล้ว

กริชกระชับมือ ฝีเท้าไร้สุ้มเสียง ห้องบรรทมของรายาเงียบสงัด ไม่มีผู้ใด เขากำลังจะก้าวต่อไป เมื่อปรากฏทหารยามคนหนึ่ง ชายถือกริชชะงักวูบ ครู่หนึ่งมหารยามก็เดินผ่านไป เขารออีกครู่หนึ่งก็ย่องเข้าไป ใจเต้นระทึก

เฮ้ย! นี่หนังสือประวัติศาสตร์จริงหรือเนี่ย

แว่บแรกที่เห็นชื่อหนังสือ ผมนึกถึงหนังของคุณจา พนม

เลยเอ่ยปากถามคุณรุตม์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ว่า
“ทำไมถึงตั้งชื่อหนังสือว่า ช้างกูอยู่ไหน?”
“ต้องอ่านเอง ถึงจะรู้ครับ” คุณรุตม์ตอบ อมยิ้ม ส่งสายตามีเลศนัย

หลังจากร่ำลากันแล้ว ผมไม่รอช้า เปิดอ่านทันที
แค่คำนำสั้นๆก็ทำเอาอึ้งแล้ว

“ก่อนอื่นเราต้องมีไม้ที่ดีก่อน เมื่อได้ไม้ที่ดีแล้ว เราก็แกะส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไป”

ผมเงยหน้า หยิบใบเสร็จค่ากาแฟมาคั่น วางหนังสือลง ยกหูถ้วยลาเต้ร้อนขึ้นจิบ แล้วปล่อยล่องลอยความคิด ดำดิ่งห้วงคำนึง …

รู้ตัวอีกทีก็ผ่านไป 20 นาที
ประโยคเดียวตีความได้มากมายจริงๆ

“ไม่มีอะไร ‘ดำรงอยู่’ หากเราไม่ ‘สังเกต’ มัน พูดสั้นๆคือ ‘มัน’ มีตัวตน เพราะเราไปสังเกตมัน”

นี่คือสิ่งที่ผมสรุปจากการอ่านหนังสือเรื่อง “อัฏฐสุตรา” ซึ่งแต่งโดยคุณวินทร์ เลียววาริณ ผู้ซึ่งคนทั่วไปอาจมองเป็นนักเขียน แต่สำหรับผมเขาคือนักปราชญ์

IMG_2514.JPG

หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไรน่ะหรือครับ?