5 ข้อคิดที่ได้จากการอ่าน ‘สร้างชาติจากศูนย์’

คำตอบมีเพียง 3 พยางค์คือ ลี-กวน-ยู

คำถามคือ สิงคโปร์เปลี่ยนจากเกาะเล็ก ๆ ที่มีแต่ยุงกลายเป็นประเทศชั้นนำได้อย่างไร?

เราได้ยินเรื่องราวของประเทศนี้บ่อยครั้ง แต่ครั้งนี้ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง ‘สร้างชาติจากศูนย์’ ซึ่งเขียนโดยคุณวินทร์ เลียววาริณ

อ่านแล้วรู้สึกว่ามีหลายอย่างที่ไม่เคยรู้ บางอย่างน่าสนใจ บางอย่างไม่เคยเห็นรายละเอียดลึกขนาดนี้มาก่อน ขอบันทึกสรุปไว้เป็นบทความนี้ครับ 🙂

[ 1. สิงคโปร์ไม่ได้อยากเป็นประเทศ ]

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สิงคโปร์เป็นรัฐหนึ่งของมาเลเซีย แต่ด้วยปัญหาด้านเชื้อชาติและอื่น ๆ ทำให้วันที่ 9 สิงหาคม 1965 สิงคโปร์ถูกขับออกมา กลายเป็นประเทศ กลายเป็นเอกราชที่คาดไม่ถึง

ลีกวนยู ผู้นำสิงคโปร์ตอนนั้นก็ไม่อยากเชื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระหว่างให้สัมภาษณ์กับนักข่าว เขากล่าวว่า

“ผมขอหยุดสักครู่ได้ไหม?”

แล้วเขาก็นิ่งไป
ความรู้สึกท่วมท้นทำให้เขาน้ำตาซึม พูดต่อไม่ได้

“การจะเข้าใจสิงคโปร์ คุณต้องเริ่มจากเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เรื่องนึงก่อน สิงคโปร์ไม่ควรจะดำรงอยู่ เราไม่มีฐาน พื้นที่ เงินทุน นี่เป็นเกาะเล็กนิดเดียว”

[ 2. กุนซือของสิงคโปร์ ]

แม้ลีกวนยูจะเป็นผู้นำที่เก่งกาจ แต่เขาไม่ใช่ซุปเปอร์แมน จึงต้องมีกุนซือ

กุนซือคนหนึ่งของเขามีชื่อว่า ดร. อัลเบิร์ต วินซีเมียส (Dr. Albert Winsemius)

ดร. วินซีเมียส แนะนำให้สิงคโปร์ก่อตั้ง The Economic Development Board เป็น One Stop Shopping สำหรับนักลงทุน เพื่อจะได้ไม่ต้องผ่านขั้นตอนวุ่นวายเวลาติดต่อหน่วยงานราชการ

ดร. วินซีเมียสเป็นที่ปรึกษาให้สิงคโปร์ยาวนาน 23 ปี ที่น่าสนใจคือ ไม่มีเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่น ๆ

อ่านไม่ผิด, ไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ
รัฐบาลสิงคโปร์จ่ายเพียงค่าตั๋วเครื่องบินกับโรงแรมเท่านั้น

เขามาสิงคโปร์ปีละสองครั้ง ครั้งละสามอาทิตย์ ให้คำปรึกษากับทั้งหน่วยงานราชการและเอกชน กินข้าวกลางวันพร้อมคุยเรื่องงานกับลีกวนยูเสมอ

ปัญหาคือ ดร. วินซีเมียส สูบบุหรี่จัดแบบมวนต่อมวน และลีกวนยูแพ้ควันบุหรี่

ลีกวนยูบอกว่าเป็นโชคดีของสิงคโปร์ที่ ดร. วินซีเมียสทำงานกับพวกเขา
(กลิ่นบุหรี่ เรื่องเล็ก อันนี้เขาไม่ได้กล่าว 😄)

[ 3. โอเอซิสของอาเซียน ]

ตอนที่ผมไปสิงคโปร์ครั้งแรก รู้สึกแปลกใจกับต้นไม้ เพราะที่นี่ต้นไม้ใหญ่เยอะมาก มีต้นไม้ทุกแห่งหน เพิ่งรู้ว่าสิงคโปร์มองการปลูกต้นไม้เป็นวาระแห่งชาติ

สิงคโปร์อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร มีอากาศร้อนชื้น ความร้อนทำให้ค่าใช้จ่ายสูง เพราะเมื่อร้อนคนก็จะเปิดแอร์ อย่ากระนั้นเลย มาปลูกต้นไม้ดีกว่า

การปลูกต้นไม้ใหญ่ปริมาณมหาศาลทำให้อุณหภูมิทั้งเกาะลดลง ช่วยเพิ่มออกซิเจน ลดฝุ่น ทั้งยังเพิ่มความสวยงามและยกสภาพจิตใจของผู้คน เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

ในปี 1967 ลีกวนยูเสนอนโยบายเปลี่ยนสิงคโปร์ให้เป็นอุทยานนคร ผลักดันการปลูกต้นไม้อย่างจริงจัง

ตั้งแต่นั้นสิงคโปร์ก็ปลูกต้นไม้ใหญ่หลายล้านต้น จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้จากออสเตรเลีย จ้างผู้เชี่ยวชาญเรื่องดินจากนิวซีแลนด์มาช่วยออกแบบ

แล้วทั้งเกาะก็ค่อย ๆ เขียวขึ้น

พวกเขาจัดกิจกรรมวันปลูกต้นไม้ (Tree Planting Day) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายนทุกปี (เริ่มตั้งแต่ปี 1971) กิจกรรมนี้จะให้ทุกคนมาร่วมกันปลูกต้นไม้ในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ส่วนสาธารณะ โรงเรียน รวมทั้งที่อยู่อาศัย

สิงคโปร์มีหน่วยงานดูแลต้นไม้โดยเฉพาะ การสร้างอาคารสูงขึ้นมาใหม่ ต้องส่งแบบปลูกต้นไม้ให้พิจารณาด้วย

[ 4. เงินเดือนนักการเมืองสูงมาก ]

เงินเดือนของ ส.ส. และรัฐมนตรีของสิงคโปร์น่าจะอยู่ในลำดับต้น ๆ ของโลก

เงินเดือนค่ากลาง (Median) ของคนสิงคโปร์ประมาณ 1 แสนบาท

เงินเดือน ส.ส. ประมาณ 4 แสนบาท

เงินเดือนรัฐมนตรี ประมาณ 2.3 ล้านบาท

เงินเดือนนายกรัฐมนตรี ประมาณ 4.6 ล้านบาท

เหตุผลที่เงินเดือนสูงมี 2 ข้อ

1. เพื่อดึงคนเก่งมาทำงาน

2. เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน เพราะเงินเดือนสูงขนาดนี้ไม่มีเหตุผลที่จะคอร์รัปชัน

และถ้ายังคอร์รัปชัน ก็จะโดนลงโทษสถานหนัก

[ 5. Singapore is a FINE country ]

FINE ในที่นี้เป็นคำล้อเลียน เพราะมุมนึงแปลว่าโอเคดี แต่อีกมุมนึงแปลว่า ค่าปรับ

สิงคโปร์ในช่วงแรกไม่มีระเบียบเลย อยากทิ้งขยะก็ทิ้ง อยากถุยหมากฝรั่งก็ถุย อยากฉี่ในลิฟต์ก็ฉี่

ใช่, คนสิงคโปร์ฉี่ในลิฟต์!

รัฐบาลจึงดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาด ร่างกฎหมายปรับในอัตราที่สูงมาก

เมื่อคนทำผิดซ้ำซาก หรือเศรษฐีมีปัญญาจ่ายค่ายค่าปรับ พวกเขาจึงแก้ปัญหาโดยการโบยด้วยไม้เรียว

โบยในที่นี้ไม่ใช่โบยแบบแปะ ๆ แต่โบยแบบจริงจัง

การโบยทุกครั้ง นักโทษต้องแก้ผ้า โค้งตัวเข้ากับขาหยั่ง

เจ้าหน้าที่โบยเรียกว่า ‘คอมมานโด’ รูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง ถูกฝึกมาทำงานนี้โดยเฉพาะ

ไม้เรียวที่ว่าเป็นหวาย เส้นผ่าศูนย์กลางครึ่งนิ้ว
(อ่านไม่ผิด ครึ่งนิ้ว)

ความเร็วของไม้เรียวฝ่าอากาศสูงถึง 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้วยความแรงขนาดนี้ เมื่อหวายสัมผัสก้นเปลือย เนื้อก็ฉีก

คนที่ได้รับการโบยมากกว่าสามหวด เมื่อเสร็จสิ้น ร่างกายมักเกิดภาวะช็อก

นักโทษต้องนอนคว่ำไปหลายวันหรือเป็นอาทิตย์

ใช่, โหดมาก

โหดจนต่างชาติประณาม แต่ลีกวนยูก็โนสน โนแคร์

มีครั้งนึง เด็กหนุ่มชาวอเมริกัน ไมเคิล เฟย์ ทำผิด ศาลตัดสินให้จำคุกสี่เดือน และโบย 6 หวด

คดีนั้นเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ดังจนประธานาธิบดี บิล คลินตัน ต่อสายตรงขอให้ยกเลิกการโบย คำตอบของสิงคโปร์คือ

“เพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ลดจำนวนการโบยจาก 6 เหลือ 4 หวด”

และไมเคิล เฟย์ ก็ถูกโบยจริง ๆ

โดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับการโบย แต่เห็นด้วยที่สิงคโปร์ไม่ยกโทษให้ชาวอเมริกันคนนั้น

เพราะถ้ายกโทษให้ เขาจะตอบประชาชนชาวสิงคโปร์ว่าอย่างไร …

[ ส่งท้าย ]

ในบรรดาประเทศทั้งหมด ถ้าไม่นับประเทศไทย สิงคโปร์คือประเทศที่ผมไปบ่อยที่สุด

ผมไม่เคยไปสิงคโปร์เพราะไปเที่ยว ทุกทริปคือไปเพราะงาน

มีทริปนึงทำโปรเจกต์ยาว ต้องไปอยู่สองสัปดาห์ จึงได้สัมผัสกับวิถีชีวิตคนที่นั่นบ้าง

ในแง่กายภาพ สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระเบียบและปลอดภัยมาก

ในแง่ของความรู้สึก ประเทศนี้ยังขาดรอยยิ้มไปบ้าง เวลาทำงานคือจริงจัง แทบไม่มีเสียงหัวเราะ

ในแง่ของการทำธุรกิจ เป็นประเทศที่ตรงไปตรงมา ไม่มีค่า ‘น้ำชา’ ไม่ต้องคุยเรื่องนอกใน ทุกอย่างคือโปร่งใส ชัดเจน

ผมอยากให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้บ้าง

ไม่จำเป็นต้องได้ขนาดเขา ขอให้ได้แค่ครึ่ง หรือหนึ่งในสี่ก็ยังดี

เรามีอะไรดีกว่าเขาเยอะมาก ทั้งพื้นที่ อาหาร ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์

เรายังดีขึ้นได้ และอยากให้ดีขึ้นครับ

วิศวกรรีพอร์ต

คนธรรมดาผู้มีประสบการณ์ทำงานหลากหลายตำแหน่ง คลุกคลีกับการทำรีพอร์ตมาโดยตลอด สุดท้ายค้นพบแนวทางของตัวเอง จึงอยากแบ่งปันเคล็ดลับและประสบการณ์ให้กับผู้สนใจ

One thought on “5 ข้อคิดที่ได้จากการอ่าน ‘สร้างชาติจากศูนย์’

  1. ความที่มีประชากรน้อยและขนาดพื้นที่ประเทศเล็ก การทำอะไรๆ ก็ต่อนข้างทำได้ไว และผมเห็นด้วยกับการเลียนแบบวิธีการพัฒนาประเทศด้วยหลักการใหญ่ แต่บางอย่างก็ยังต้องคงไว้ในความเป็นไทยที่ดีนะครับ แต่ที่ไม่ดีก็พยายามเปลี่ยนแปลงมันครับ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.