Search

วิศวกรรีพอร์ต

Make your reports better with shorter time

Author

วิศวกรรีพอร์ต

คนธรรมดาผู้มีประสบการณ์ทำงานหลากหลายตำแหน่ง คลุกคลีกับการทำรีพอร์ตมาโดยตลอด สุดท้ายค้นพบแนวทางของตัวเอง จึงอยากแบ่งปันเคล็ดลับและประสบการณ์ให้กับผู้สนใจ

หวาว! เทคนิคเปลี่ยนภาษาอังกฤษให้ขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ [Applied PROPER]

“ลองเปลี่ยน – เป็น ก แล้วใช้ PROPER จากนั้นเปลี่ยน ก เป็น – ดีไหมคะ?”
“ยังไงนะครับ?”
ผมตามเธอไม่ทัน
“แบบนี้ค่ะ” แล้วเธอก็พิมพ์สูตร
“เฮ้ย ! แบบนี้ได้ด้วยเหรอ !!” ผมตะโกนดังลั่น

Continue reading “หวาว! เทคนิคเปลี่ยนภาษาอังกฤษให้ขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ [Applied PROPER]”

ขอบคุณนะ เจ้าสองล้อ ..

คุณจำโมเมนต์ดีใจที่สุดในชีวิตได้ไหมครับ?

แต่ละคนอาจมีโมเมนต์ต่างกัน บางคนอาจมีหลายโมเมนต์

แต่โมเมนต์ที่น่าจะมีคล้าย ๆ กันคือ วินาทีที่ขี่จักรยานได้

“พ่อขา พ่อมาตรงนี้หน่อยค่ะ” ลูกสาววัยห้าขวบถูลู่ถูกังลากพ่อไปยังมุมหนึ่งของห้างเทสโก้ใกล้บ้าน
“หนูอยากได้จักรยานคันนี้ค่ะ” เด็กน้อยชี้มือไปที่จักรยานลายเอลซ่าสีฟ้าสดใส มีสี่ล้อแบบถอดล้อข้างได้
“พ่อว่ามันใหญ่ไปนะลูก”
“ไม่ใหญ่ ไม่ใหญ่” เธอรีบค้าน

“หนูอยากได้จริงเหรอ?”
“จริงค่ะ”
“หนูลองขี่ให้พ่อดูได้ไหม”
“ได้ค่ะ”
มิรันรีบกุลีกุจอขึ้นคร่อมจักรยาน แล้วปั่นดังเอี๊ยด ๆ
“พ่อว่ามันใหญ่ไปนิดนึงนะลูก เดี๋ยวรอโตหน่อยค่อยมาซื้อดีไหมลูก” ผมสังเกตว่าตอนยืนคร่อม เธอต้องเขย่งขา
“ไม่เอา ไม่เอา หนูจะเอาคันนี้”

ผมมองหาจักรยานแบบเดียวกันที่เล็กกว่า พบว่าคันนี้เล็กที่สุดแล้ว
ด้านหน้าคือเด็กหญิงตัวน้อยที่ส่งสายตาวิงวอนถึงขีดสุด
ด้านข้างคือภรรยา เธอส่งสายตา แล้วแต่ยู
“อืมม์… ถ้าปรับอานลงมา ขาหนูน่าจะถึง”
“ใช่ค่ะ ๆ ปรับอานลงมา”
มิรันพูดพร้อมแสดงท่าทางว่าขาเธอเหยียบถึงพื้น
“แต่หนูต้องสัญญากับพ่อก่อนนะ”
“สัญญาอะไรคะ?”
“พอซื้อแล้ว พ่อจะถอดล้อข้างออก หนูต้องหัดขี่แบบสองล้อ ตกลงไหม?”
“ตกลงค่ะ”

2 ปีผ่านไป ล้อข้างยังอยู่ที่เดิม

“มิรัน เมื่อไรจะถอดล้อจักรยานออกล่ะลูก”
“ไม่เอา หนูกลัวล้ม”
“หนูใส่สนับเข่ากับสนับศอกก็ได้ พ่อซื้อให้แล้วไง”
“ไม่เอา หนูใส่แล้วขี่ไม่ถนัด”
“หนูสัญญากับพ่อว่าจะถอดล้อตั้งแต่ตอนซื้อ ผ่านมาจะสองปีแล้วยังไม่ถอดเลยนะลูก”
“แต่.. หนู.. กลัว .. เจ็บ..”
“เอางี้ ตอนนี้หนูเรียนออนไลน์ที่บ้านใช่ไหม หนูก็มาฝึกขี่กับพ่อ พอกลับไปเรียนที่โรงเรียน หนูก็ขี่เป็นแล้ว ดีไหม”
“หนูจะขี่ได้จริงๆหรือ” มิรันทำเสียงไม่มั่นใจ
“ได้สิ เพื่อนหนูขี่ได้ หนูก็ขี่ได้”
“งั้น ถ้าจะถอดล้อ พ่อต้องให้หนูช่วยถอดด้วยนะ”
“ดีล !”
แล้วพ่อลูกก็เกี่ยวก้อยกัน

ณ ถนนหน้าบ้าน
“โอเค พ่อจับอานด้านหลังแล้ว ไม่ล้มแน่นอน ถีบเลย”
“พ่อจับตรงแฮนด์ไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้ ถ้าจับตรงแฮนด์ หนูจะไม่ทรงตัว จับด้านหลังแบบนี้แหละดีแล้ว”
“พ่อห้ามปล่อยนะ”

คนในหมู่บ้านยืนยิ้ม เมื่อเห็นเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบขี่จักรยานเซไปเซมาพร้อมกับพ่อที่วิ่งกระหืดกระหอบจับอานด้านหลัง

ผ่านไปสิบนาที เหนื่อยมาก
ไม่ใช่ลูกหรอก พ่อนี่แหละ !

“มิรัน พ่อว่าหนูพอมีทักษะแล้ว เดี๋ยวพอขี่ไปแป๊ปนึงพ่อจะค่อย ๆ ปล่อยมือนะ”
“ไม่เอา พ่อห้ามปล่อย”
“พ่อจะค่อย ๆ ปล่อยลูก ยังช่วยจับอยู่”
“ไม่เอา ไม่เอา พ่อห้ามปล่อย”
“หนูทำได้ เชื่อพ่อสิ”

คนในหมู่บ้านอาจตกใจ ที่ได้ยินเสียงเด็กน้อยตะโกนโหวกเหวก
“พ่อห้ามปล่อย พ่อห้ามปล่อย”
กลายเป็นว่า ถ้าเริ่มผ่อนแรงจับอาน มิรันจะรู้ตัว จักรยานก็เซทันที
แล้วหนังก็ฉายซ้ำแบบนี้ทุกวัน ก็ยังขี่ไม่เป็น …

“มิรันดูน้องคนนั้นสิ เค้าขี่จักรยานเป็นแล้วนะ” ผมชี้ให้มิรันดูเด็กผู้ชายที่ขี่จักรยานสองล้อ พลางยกมือปาดเหงื่อ เพราะเหนื่อยที่ต้องจับอานแล้ววิ่งตาม
“ระพีนี่นา” มิรันร้อง
“พามิรันมาหัดขี่จักรยานหรือบิว” ทิพย์ผู้เป็นแม่ของระพีกล่าวทักทายผม
“ใช่ ฝึกมาหลายวันแล้ว ไม่เป็นซักที ขี้กลัวเกิ๊น” ผมตอบขณะที่ยังหอบ
“ค่อย ๆ หัด เดี๋ยวก็เป็น” ทิพย์ให้กำลังใจ
“ระพีเก่งจัง ขี่เป็นแล้ว”
“นี่ก็หัดอยู่หลายวันนะ ขี้กลัวเหมือนกัน”
ทิพย์บุ้ยหน้าไปทางระพี
“หัดยังไงเหรอทิพย์?”
“ก็ยกสองล้อข้างขึ้นสูงหน่อย ตอนแรกก็เซไปเซมา พอจะล้ม ล้อด้านข้างก็รับไวัทัน แป๊ป ๆ ก็เป็นนะ”
“ลองให้มิรันหัดแบบนี้บ้างไหม?”
ทิพย์เสนอ
“ผมว่ายกล้อสูงแบบนี้ พอจะล้ม ล้อด้านข้างก็จะรับไว้ เดี๋ยวเค้าจะไม่พยายามทรงตัว ถอดล้อเลยดีกว่า ฮาร์ดคอร์หน่อย จะได้เจอความลำบากบ้าง”
“เอางั้นเลยหรือบิว”
“เอางั้นแหละ เป็นลูกผม ต้องอดทน”
ผมพูดแล้วก็ยิ้ม

ผ่านไปอีกสัปดาห์ ยังไม่มีวี่แววว่าจะขี่ได้ มิรันเริ่มอิดออด เริ่มไม่อยากฝึก
ผมนึกถึงวิธีของทิพย์ จึงหยิบล้อข้างมาใส่ พร้อมดัดขึ้นสูง

“เหวอ เหวอ เหวอ” มิรันร้องเสียงหลง
จักรยานเซไปเซมา แต่ไม่ล้ม เพราะล้อข้างช่วยรับไว้ ซ้ายที ขวาที พร้อมกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดของล้อข้างที่ส่งเสียงแทบจะตลอดเวลา
“หนูพยายามบาลานซ์สิลูก ถ้าจักรยานเอนซ้าย หนูก็เอนขวา ถ้าจักรยานเอนขวา หนูก็เอนซ้าย จับแฮนด์ให้ตรง” ผมตะโกนโหวกเหวก วิ่งตามลูกอยู่ห่างๆ

ผ่านไปอีกหลายวัน เสียงเอี๊ยดอ๊าดของล้อข้างเริ่มน้อยลง บางครั้งล้อข้างไม่ได้แตะพื้นติดต่อกันหลายวินาที

“มิรัน พ่อว่าหนูพร้อมแล้วล่ะ พรุ่งนี้พ่อจะถอดล้อข้างออกแล้วนะ”
“พ่อจะถอดล้อออกแล้วเหรอ”
มิรันทำเสียงอิดออด
“หนูขี่ได้แล้ว เชื่อพ่อสิ”
“ขี่สองล้อ สนุกกว่าสี่ล้อนะ”
“ก็ได้ค่ะ”
แล้วสองพ่อลูกก็เกี่ยวก้อย

ณ ถนนหน้าบ้าน สองล้อข้างถูกวางทิ้งไว้

“มิรัน เดี๋ยวตอนแรกพ่อช่วยจับอานไว้ก่อน แล้วพ่อจะปล่อยนะ”
“โอเคค่ะ”

พอเริ่มขี่ ควาวนี้ผมรู้สึกว่ามิรันทรงตัวได้
“พ่อปล่อยแล้วนะ”
“พ่อปล่อยเลยค่ะ”
“ว้าว ว้าว ว้าว”
มิรันร้อง
“มิรันขี่ได้แล้ว มิรันขี่ได้แล้ว” ผมร้องเสียงหลง
วินาทีที่เห็นลูกขี่จักรยานสองล้อด้วยตัวเอง มันเป็นโมเมนต์ที่ดีมากจริง ๆ นะ ผมใช้สายตาส่งลูกด้วยความปลาบปลื้มใจ

ตอนแรกผมอาจเข้มงวดกับลูกเกินไป คิดว่าการยกล้อขึ้นสูงทำให้เค้ารู้สึกเหมือนอยู่ใน comfort zone ทัศนคติแบบนี้อาจทำให้ลูกเกิดความคิดว่ายังไงก็มีคนช่วย ยังไงก็มีคนรองรับ
แต่ชีวิตจริงมันไม่ใช่ ไม่มีล้อข้างมารองรับ ถ้าล้มคือล้มเลย

แต่พอฝึกแบบถอดล้อ กลับยิ่งสร้างความไม่มั่นใจ ฝึกนานไป ความมั่นใจยิ่งหดหาย
วิธีการนี้อาจเป็นวิธีการที่ดี แต่อาจไม่เหมาะกับเด็กทุกคน
เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน จะฝึกวิธีเดียวกันไม่ได้ ต้องปรับวิธี ต้องประนีประนอม

แล้วเด็กจะค่อยๆเกิดความมั่นใจ รู้ตัวอีกที จากประโยค “พ่อห้ามปล่อย” ก็กลายเป็น “พ่อปล่อยเลยค่ะ”

“มิรัน หนูขี่จักรยานได้แล้ว ดีใจไหมลูก”
“ดีใจ”
มิรันตอบพลางส่งยิ้มกว้าง
พ่อก็ยิ้มกว้างเช่นกัน ^_____^

ขอบคุณนะ เจ้าสองล้อ ..

ทีแบ็ค กับ เรียนออนไลน์

“พ่อขา บ้านเรามีทีแบ็คไหมคะ?” ลูกสาวโพล่งถามขึ้นขณะเรียนออนไลน์ตอนแปดโมงเช้า
“อะไรนะลูก”
“บ้านเรามีทีแบ็คไหมคะ?”
“ทีแบ็คคืออะไรลูก?”
ในใจผมนึกถึงทีแบ็คที่เป็นตัวละครในเรื่อง Prison Break แต่เด็ก 7 ขวบไม่น่ารู้จักตัวละครนี้นะ
“ทีแบ็คคือถุงใส่ชา ที่เอาไปจุ่มน้ำร้อนน่ะค่ะ”
“อ้อ”
ผมเพิ่งรู้ว่าเจ้าถุงนั้นเรียกว่าทีแบ็ค
“จะเอาไปทำอะไรลูก”
“คุณครูบอกว่าจะเอาไปทำกิจกรรมสนุกๆตอนบ่าย แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ”
“ไม่มีอ่ะลูก”
บทสนทนาจบตรงนั้น

“พ่อ แย่แล้ว ครูให้หาถุงชา” ภรรยาผมโพล่งขึ้นตอนแปดโมงครึ่ง
“เพิ่งไลน์มาบอกตอนทุ่มนึงเมื่อคืน”
“จะใช้ทำกิจกรรมตอนบ่าย”
“เค้าบอกว่า just for fun ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร”
“ถ้าเด็กคนอื่นมี แต่ลูกเราไม่มี เดี๋ยวลูกจะน้อยใจนะ”
“เราคงต้องหาให้ลูกแล้วล่ะ”

คำว่า “เรา” ของภรรยาผมไม่ได้เป็นพหูพจน์ แต่เป็นเอกพจน์ หมายถึงผมคนเดียว
ประโยคนี้จึงแปลว่า
“พ่อคงต้องหาให้ลูกแล้วล่ะ”

ณ ร้าน 7-11 ใกล้บ้าน ผมกำลังมองหาชาลิปตัน เพราะจำได้ว่าชายี่ห้อนี้เป็นทีแบ็ค พบว่ามีขายทุกยี่ห้อ ยกเว้นลิปตัน !
“ให้มันได้อย่างนี้สิ” ผมสบถในใจ
เหลือบไปเห็นชาตราสามม้า ไม่แน่ใจว่าข้างในเป็นทีแบ็คหรือเปล่า แต่กล่องซีลไว้ เปิดดูไม่ได้
นึกภาพลางๆว่าเหมือนเคยเห็นชาสามม้าแบบซองที่ออฟฟิศเก่า ก็เลยซื้อมาทั้งกล่อง
“47 บาทค่ะ” สิ้นเสียงพนักงาน ผมก็แตะบัตร All-Member ลงบนเครื่องสแกนเพื่อจ่ายเงิน

พอกลับถึงบ้าน พบว่าไม่มีทีแบ็คซักซอง !
คือมันเป็นใบชา แบบใบชาจริงๆ ใส่รวมกันในกล่อง
“ให้มันได้อย่างนี้สิ” ผมสบถในใจ
“ไม่ต้องใช้ก็ได้มั๊ง แค่ just for fun เอง” ผมเริ่มหาเหตุผลเพราะไม่อยากออกไปซื้อใหม่
แต่ภาพลูกสาวนั่งหงอยมองดูเพื่อนๆทำกิจกรรมอย่างสนุกสนานก็ลอยมา
“เอาวะ ซื้อใหม่ก็ได้” แล้วผมก็ออกไป

ณ ร้าน 7-11 อีกแห่งที่ไกลออกไป
“ทำไมครูต้องเยอะด้วย เค้าไม่ได้มีทีแบ็คกันทุกบ้านนะ”
“ครูไม่รู้หรือไงว่าเวลาให้เด็ก 7 ขวบหาของ มันคือการให้พ่อแม่หาของ งานพ่อแม่ชัดๆ”
ผมบ่นๆๆ ขณะมองหาชาลิปตัน
“นั่นไง” ผมเห็นกล่องสีเหลืองที่กำลังมองหา
พลิกกล่องดู มีเขียนคำว่า Tea Bag คราวนี้ไม่พลาดชัวร์
“72 บาทค่ะ” สิ้นเสียงพนักงาน ผมก็แตะบัตร All-Member ลงบนเครื่องสแกน
แค่จะหาทีแบ็คซองเดียวซัดไป 119 บาท

กลับถึงบ้าน เป็นทีแบ็คจริงๆ (โล่ง) ผมแกะออกมาซองนึงแล้วแช่น้ำ เพราะครูบอกว่าอยากให้แช่ทิ้งไว้ตั้งแต่เช้า ตอนบ่ายจะได้สีเข้มๆ

“มิรัน พ่อซื้อทีแบ็คมาให้แล้วนะลูก”
“เย้ ! ขอหนูดูหน่อย”
“หนูใช้เป็นหรือเปล่า”
“หนูใช้เป็น ขอหนูลองได้ไหม”
“เอาเลยลูก มีเป็นสิบซอง หนูใช้ได้เต็มที่เลย”

อ่านถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยว่า
“แล้วจะเอาทีแบ็คไปทำอะไร?”
เอาไปทากระดาษให้ดูเก่าครับ

เอาทีแบ็คแช่น้ำ (น้ำธรรมดา ไม่ต้องร้อน) แช่นานพอประมาณจนน้ำกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม จากนั้นก็เอาทิชชู่จุ่ม ทากระดาษ A4 ซ้ำไปซ้ำมา จนกระดาษกลายเป็นสีขาวอมน้ำตาล

ผมเห็นลูกสาวยืนหน้าอ่างล้างหน้า เอาทิชชู่จุ่มชา ละเลงกระดาษ หัวเราะเอิ๊กอ๊ากด้วยความสนุกสนาน
ผมดูไปยิ้มไป ในใจคิดว่า “เด็กหนอเด็ก”

“เสร็จแล้วทำไงต่อลูก” ผมถาม
“คุณครูบอกว่าตากให้แห้งก่อน เดี๋ยวเอามาโชว์กันพรุ่งนี้”

รุ่งเช้า มิรันก็อวด “กระดาษเก่า” ต่อหน้ากล้องด้วยความภาคภูมิใจ
หลังจบการอวดผลงานของแต่ละคนแล้ว ครูก็สอนเรื่องอารยธรรมอียิปต์โบราณ
ผมเลยถึงบางอ้อ !

ครูต้องการให้เด็กเข้าใจกระดาษพาไพรัส (Papyrus) หรือก็คือกระดาษที่ถูกคิดค้นโดยชาวอียิปต์ ซึ่งเป็นกระดาษชนิดแรกของโลก

นอกจากนั้นยังสอนเรื่องมัมมี่ อักษรเฮียโรกลิฟฟิก เรื่องราวของอารยธรรมอียิปต์โบราณ มิรันตั้งใจเรียนมากๆ

อาจเป็นเพราะเค้ามีส่วนร่วมกับการทำกระดาษพาไพรัส จึง “อิน” และสนุกกับสิ่งที่เรียน

ผมนึกถึงหนังสือเรื่อง Finding Sisu มีบทหนึ่งกล่าวถึงครูในฟินแลนด์ว่ามีอิสระในการสอน สามารถออกแบบการสอนได้ด้วยตัวเอง มันคือสิ่งนี้นี่เอง

ครูของลูกสาวผมมีจิตวิทยาดีมาก กล้าที่จะลองสิ่งใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ แถมเด็กๆก็ชอบ ผมรู้สึกทึ่งและชื่นชมครูมากๆ (แอบบ่นครูเยอะไปนิดนึง ไม่ว่ากันนะครับ ^^)

“พ่อขา หนูขอชาที่เหลือได้ไหมคะ?”
“จะเอาไปทำอะไรลูก”
“ครูบอกว่าชาใช้ทำยาได้ด้วย ถ้าพ่อป่วย หนูจะชงชาให้พ่อดื่ม พ่อจะได้หายป่วย”

คุณคงนึกภาพออกว่าผมยิ้มกว้างแค่ไหน ^_____^

ถ้าชอบบทความนี้ แชร์ได้นะครับ ยิ่งมีคนอ่าน คนเขียนยิ่งมีกำลังใจครับ ^_^

{Book Review} มูซาชิ: ปัจฉิมบรรพ ลำดับ ๑ ภาคดิน

หลังจากอ่าน มูซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์ จบ พอรู้ว่ามีภาคต่อ ผมจึงกดสั่งซื้อแบบไม่ต้องคิด

กดแล้วก็รออย่างใจจดใจจ่อ พอหนังสือมาส่งก็แกะอ่านทันที

ภาคนี้ชื่อ มูซาชิ: ปัจฉิมบรรพ ลำดับ ๑ ภาคดิน (ขอเรียกสั้น ๆ ว่า “ภาคดิน”) มีความหนา 500 หน้า แต่พออ่านได้ 200 หน้า ผมกลับรู้สึกเฉย ๆ แฮะ คือมันแทบเป็นคนละเรื่องกับภาคเดิมเลยก็ว่าได้ แต่คุณ ‘รุตม์’ เพื่อนน้ำหมึกคนหนึ่งบอกว่าสนุก เค้าบอกว่าชอบมากกว่าฉบับท่าพระจันทร์อีก

“ไหนๆก็ซื้อมาแล้ว อ่านให้จบละกัน” ผมคิดแบบนี้

โชคดีที่ผมเชื่อคุณรุตม์

Continue reading “{Book Review} มูซาชิ: ปัจฉิมบรรพ ลำดับ ๑ ภาคดิน”

{Book Review} มูซาชิ (ฉบับท่าพระจันทร์)

คุณรู้จักมิยาโมโต้ มูซาชิ ไหมครับ?

ใช่ครับ เค้าคือนักดาบอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ผู้มีชีวิตโลดแล่นเมื่อราว 400 ปีก่อน (ค.ศ. 1586 – 1645)

ผมรู้จักมิยาโมโต้ มูซาชิ ครั้งแรกจากการอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น เรื่องที่ทำให้รู้จักจริงจังน่าจะเป็น ‘ไยบะ’ แม้ว่ามูซาชิในไยบะจะเป็นตัวละครล้อเลียนจนแทบกลายเป็นตัวตลก แต่ก็ทำให้รับรู้เรื่องราวของมูซาชิไม่น้อย

พอเห็นหนังสือเล่มนี้วางขาย แถมพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โปรดคือ Openbooks ก็เลยซื้อแบบไม่ต้องคิด

Continue reading “{Book Review} มูซาชิ (ฉบับท่าพระจันทร์)”

คลิป 2 นาที ถ่ายทำเกือบชั่วโมง

วันนี้ผมได้ไปถ่ายวิดีโอแนะนำคอร์สออนไลน์กับทาง SkillLane ครับ

แม้จะเขียนสคริปต์และซ้อมพูดจากบ้านแล้ว แต่คลิปยาวแค่ 2 นาที ใช้เวลาถ่ายทำเกือบชั่วโมง!

ผมคิดว่าตัวเองมีประสบการณ์สอนไม่น้อย พูดต่อหน้าคนเป็นร้อยก็เคยมาแล้ว แต่พอพูดต่อหน้ากล้องตัวเดียวกลับตัวแข็ง พูดผิดบ้าง พูดไม่ชัดบ้าง คัตกันจนขาดวิ่น

Continue reading “คลิป 2 นาที ถ่ายทำเกือบชั่วโมง”

{Book Review} Finding Sisu: เด็ดเดี่ยวแม้โดดเดี่ยว

ผมตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ด้วยเหตุผล 2 ข้อ

ข้อแรก: หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับประเทศฟินแลนด์ ฟินแลนด์คือหนึ่งในประเทศที่ผมสนใจมากที่สุด เพราะได้รับการจัดอันดับว่ามีความสุขและมีการศึกษาดีที่สุดในโลก

ข้อสอง: เป็นหนังสือของสำนักพิมพ์ openbooks กระดาษดีแบบไม่มีที่ติ และถ้าพูดถึงชื่อนี้ก็ต้องนึกถึงคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ยอดนักเขียนในดวงใจ

อาจเป็นเพราะเหตุผลสองข้อนี้ดึงดูดให้ซื้อ แต่ไม่ดึงดูดมากพอให้อ่านทันที จึงโดนหนังสืออื่นหลายสิบเล่มแซงคิว โดน “ดอง” ในชั้นหนังสือที่บ้านมานาน

พอดีลูกชายจอมซนไปรื้อชั้นหนังสือ ผมจึงต้องจัดเก็บใหม่ พบหลายเล่มที่ถูกดองมาเนิ่นนาน หนึ่งในนั้นคือเล่มนี้

ทันทีที่เห็นปก คล้ายเหตุผลสองข้อนั้นกระโจนสู่สายตา กอปรกับเพิ่งอ่านหนังสือเล่มนึงจบ จึงอ่านเล่มนี้ต่อทันที เพราะถ้าไม่อ่านครานี้ อาจไม่ได้อ่านอีกแล้วก็เป็นได้

“ของดีที่ (เกือบ) ถูกมองข้าม” คือนิยามหลังอ่านจบ

หนังสือเล่มนี้เล่าถึง Sisu (อ่านว่า ซิ-สุ) ซึ่งเป็นวิถีของคนฟินน์

จะว่าเป็นวิถีก็ไม่ใช่ วัฒนธรรมก็ไม่เชิง คล้ายเป็นทัศนคติมากกว่า

ซิสุ แปลว่าอะไร?

Continue reading “{Book Review} Finding Sisu: เด็ดเดี่ยวแม้โดดเดี่ยว”

ผีหลอก! ทำไมเขียนสูตรปัดเวลาแล้วผิดล่ะ?

“อยากเขียนสูตรปัดเวลาเข้างานเป็นนาที ต้องทำยังไงคะ?” คุณติ๊บ สาวงามอันดับหนึ่งของบริษัทให้เกียรติเดินมาถามผมถึงโต๊ะ
“อะ…อะ..ไรนะครับ” ผมประหม่าทุกครั้งที่คุยกับเธอ
“คืออย่างนี้ค่ะ ติ๊บอยากเขียนสูตรปัดเวลาเข้างาน โดยปัดเศษวินาทีทิ้งไป เช่น ถ้าเข้างาน 9:01:58 ก็ให้เป็น 9:01:00”
“อะ..อ่อ ชะ..ใช้ฟังก์ชัน FLOOR ได้เลยครับ”

=FLOOR(A4, “0:01″)”

“เอ๋ ! ในสูตรเขียนเป็น “0:01” ได้ด้วยหรือคะ?”
“ได้ครับ อันนี้เป็นทริกเล็กๆในการปัดเวลาเป็นนาทีครับ” ผมเริ่มคุมสติได้ ขณะที่พี่วิกที่นั่งเยื้องไปหันมาทำตาโต พลางทำมือชี้โบ้ชี้เบ๊

“เดี๋ยวติ๊บลองนิดนึงนะคะ” คุณติ๊บพูดพลางพิมพ์สูตรลงในคอมพิวเตอร์ที่ถือมาด้วย
“มองด้านข้างยิ่งสวยแฮะ” ผมคิดในใจ พลางสูดได้กลิ่นน้ำหอมที่ไม่รู้ยี่ห้ออะไร แต่ชวนฝันสุดๆ
“เอ๊ะ !” คุณติ๊บโพล่งขึ้น ผมทำเอาผมสะดุ้ง หรือเธอรู้ว่าผมแอบมอง
“มันได้แค่บางค่า แต่บางค่าไม่ได้ค่ะ” คุณติ๊บชี้ให้ดูสูตรในคอมพิวเตอร์

เพล๊ง!! ผมได้ยินเสียงแตกกราวของหน้าตัวเอง

Continue reading “ผีหลอก! ทำไมเขียนสูตรปัดเวลาแล้วผิดล่ะ?”

ไงง่ายงี้! เทคนิดปัดเวลาให้เป็นทุก 15 นาที

“พี่คะ อยากปัดเวลาให้เป็นทุก 15 นาที ต้องเขียนสูตรยังไงคะ?” จู่ๆคุณติ๊บ สาวงามอันดับหนึ่งของบริษัทก็เดินมาหาผมที่โต๊ะ
“อะ..อะ..ไร..ไร นะครับ” ผมถึงกับตั้งตัวไม่ติด เพราะไม่เคยอยู่ใกล้เธอขนาดนี้มาก่อน ปกติได้แต่มองระยะ 30 เมตร
“คือติ๊บมีข้อมูลที่เป็นเวลา อยากปัดเศษทิ้งให้เป็นทุก 15 นาที เช่น 9:14 ปัดเป็น 9:00 หรือ 9:24 ปัดเป็น 9:15 ค่ะ”
“อ่ะ..เอ่อ… ค่ะ..คิดว่าได้นะครับ”
ผมพยายามคุมสติ
“จริงหรือคะ ทำยังไงคะ?”
“ลองเขียนสูตรแบบนี้ครับ”
ผมพยายามทำมือไม่ให้สั่นตอนพิมพ์

Continue reading “ไงง่ายงี้! เทคนิดปัดเวลาให้เป็นทุก 15 นาที”

Powered by WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: