ผมโดนป้ายยาครับ
คนที่ป้ายคือ ทอย DataRockie แนะนำเล่มนี้แบบสุดตัว
“ดีขนาดนั้นเลยหรือ?” รู้ตัวอีกทีหนังสือก็อยู่ในมือ
อ่านไปไม่กี่หน้า พบว่าไม่ใช่แค่ดี แต่ ‘มันดีย์มาก’ 🙂

ขอสารภาพว่าผมไม่รู้จักคุณ นาวาล รวีกันต์ มาก่อน
เพิ่งรู้จากหนังสือว่า เขาเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง
คุณนาวาลไม่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้เอง แต่เป็นการรวบรวมสิ่งที่เขาเคยโพสต์ในทวิตเตอร์ บทสัมภาษณ์ รวมถึงสิ่งที่คนอื่นเคยอ้างอิง แล้วนำมาร้อยเรียงกัน
ผู้เขียนคือคุณเอริก จอร์เกนสัน ขอบอกว่าคุณเอริกมีทักษะการเขียนที่สูงมาก การจะนำสิ่งต่าง ๆ ที่คุณนาวาลเคยพูดมาร้อยเรียงกันนั้นไม่ง่าย แต่คุณเอริกก็สร้างโครง และนำข้อความต่าง ๆ มาสอดใส่ได้อย่างลงตัว
หนังสือแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ความมั่งคั่ง และ ความสุข
ถ้าให้นำส่วนที่ชอบมาขยาย บทความนี้คงยาวเกิน 10 หน้า ขอคัดเฉพาะส่วนที่ชอบมากละกัน
======= ความมั่งคั่ง =======
[ 1. ความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องเงินทอง แต่เป็นทักษะที่ใคร ๆ ก็เรียนรู้ได้ ]
“ถ้าวันนึงผมสูญเสียเงินทั้งหมด แล้วนำผมไปปล่อยไว้ข้างถนนในประเทศที่คนพูดภาษาอังกฤษ ผมจะกลับมารวยอีกครั้งภายใน 5 ปี”
ความมั่งคั่งคือการมีทรัพย์สินที่สร้างรายได้แม้ตอนคุณหลับ
หาเงินจากการตัดสินใจ ไม่ใช่จากการลงมือทำเอง ให้หุ่นยนต์ เงินทุน หรือคอมพิวเตอร์ทำงาน ส่วนเราเป็นคนตัดสินใจและรอรับผลตอบแทน
เราไม่ได้รวยจากการประหยัดเงิน แต่เรารวยจากการประหยัดเวลาไปหาเงิน
[ 2. ทำตัวเองให้เป็นผลิตภัณฑ์ ]
ทำตัวเองให้มีคุณค่าเหมือนสินค้าที่ใคร ๆ อยากได้ โดยมีองค์ประกอบ 2 อย่างคือ ‘ตัวคุณ’ และ ‘การทำให้เป็นผลิตภัณฑ์’
‘ตัวคุณ’ คือ ความเป็นตัวของตัวเองและความรับผิดชอบ
‘การทำให้เป็นผลิตภัณฑ์’ คือการใช้แต้มต่อและความรู้เฉพาะทางให้เป็นประโยชน์
[ 3. รายได้ = ความรับผิดชอบ + แต้มต่อ + ความรู้เฉพาะทาง ]
ความรับผิดชอบ = การสร้างแบรนด์ส่วนบุคคล + แพลตฟอร์มส่วนตัว + กล้าเสี่ยง
แต้มต่อ = เงินทุน + คน + ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีต้นทุนในการผลิตซ้ำ
ความรู้เฉพาะทาง = รู้วิธีตอบสนองสิ่งที่สังคมต้องการ แต่ยังฝึกคนอื่นให้ทำแทนง่าย ๆ ไม่ได้
[ 4. ความรู้เฉพาะทางไม่สามารถสอนกันได้ แต่สามารถเรียนรู้ได้ ]
ความรู้เฉพาะทางเกิดจากการตามสิ่งที่เราหลงใหล ไม่ใช่ตามกระแส
ความรู้เฉพาะทางมักถ่ายทอดผ่านการฝึกงาน ไม่ใช่จากการเรียนในห้องเรียน
ความรู้เฉพาะทางมักเป็นความรู้ทางเทคนิคขั้นสูงหรือความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์และมุมมองเฉพาะตัว จ้างคนอื่นหรือเครื่องจักรมาทดแทนไม่ได้
[ 5. ไม่มีทักษะที่เรียกว่า ธุรกิจ ]
การทำธุรกิจต้องอาศัยหลายทักษะผสมกัน ไม่ใช่แค่ทักษะเดียว
แทนที่จะเข้าเรียนหลักสูตรธุรกิจ ให้ฝึกฝนพื้นฐานสำคัญดีกว่า
แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วอายุคน แต่ส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่สังคมต้องการมักเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ
จงเป็นที่หนึ่งในสิ่งที่คุณทำ ถ้ายังไม่ใช่ที่หนึ่ง ลองปรับเปลี่ยนและขยายขอบเขตจนกว่าจะเป็นที่หนึ่ง
[ 6. เรียนรู้ที่จะรักการอ่าน ]
อ่านสิ่งที่รัก จนกว่าจะรักในการอ่าน
จงอ่านเพราะความชอบ ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอื่น
ไม่สำคัญว่าคุณอ่านอะไร เพราะในที่สุดคุณก็จะอ่านมากพอ
[ 7. คุณจะคิดอย่างเฉียบคมก็ต่อเมื่อเข้าใจพื้นฐาน ]
การอ่านคือทักษะพื้นฐานสำคัญที่นำไปต่อยอดทำอย่างอื่นได้ทุกสิ่ง
อ่านหนังสือเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ปรัชญา แทนที่จะติดตามข่าวสารปัจจุบัน
ศึกษาตรรกะและคณิตศาสตร์ให้เชี่ยวชาญ เพราะจะทำให้คุณไม่กลัวหนังสือเล่มไหนอีกเลย
เรียนรู้เศรษฐศาสตร์จุลภาค ทฤษฎีเกม จิตวิทยา การโน้มน้าวใจ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์
‘อ่าน’ เร็วกว่า ‘ฟัง’
‘ลงมือทำ’ เร็วกว่า ‘นั่งดู’
======= ความสุข =======
[ 8. เรียนรู้ที่จะมีความสุข ]
ความสุขเป็นสิ่งที่เรียนรู้และฝึกฝนได้
ความสุขคือการไม่ทุกข์ ไม่ปรารถนา ไม่คิดถึงอดีตหรืออนาคตมากเกินไป แต่ยอมรับกับปัจจุบัน
เราเลือกที่จะมีความสุขได้ ถ้าเชื่อว่าเลือกได้ เราก็จะเลือกได้จริง ๆ
[ 9. ความสุขคือความสงบใจ ]
ความสงบใจกับจุดมุ่งหมายชีวิตอาจไม่เกี่ยวข้องกัน
ความสุขเกิดขึ้นเมื่อเราไม่รู้สึกว่าชีวิตขาดอะไร
คนที่มีความสุขไม่ใช่คนที่ไม่ทุกข์เลย แต่คือคนที่มองเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยไม่เสียความสงบภายใน
ความสำเร็จไม่ได้นำมาซึ่งความสุขเสมอไป
คนเรามี 2 ชีวิต ชีวิตที่สองเริ่มขึ้นเมื่อรู้ว่าเรามีชีวิตเดียว
ถ้าพบความสงบทั้งภายนอกและภายใน สุดท้ายจะพบความสุข
[ 10. นิสัยที่ช่วยสร้างความสุข ]
หยุดและถามตัวเองว่า “จะมองเรื่องนี้ในแง่ดีได้อย่างไร”
ออกไปรับแสงแดดให้มากขึ้น แหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วยิ้มบ่อย ๆ
ออกกำลังกายทุกวัน ถ้าร่างกายแข็งแรง จิดใจจะสงบง่ายขึ้น
บอกเพื่อน ๆ ไปเลยว่าคุณเป็นคนมีความสุข
ยิ่งมีเรื่องปิดบังคนอื่น ยิ่งมีความสุขน้อยลง
ทุกกิจกรรมที่ทำผ่านหน้าจอจะทำให้ความสุขลดลง ส่วนกิจกรรมที่ไม่ใช้หน้าจอจะช่วยเพิ่มความสุข
ลองอาบน้ำเย็นบ้าง
[ 11. หาความสุขจากการยอมรับ ]
เวลาเจอปัญหา เรามีทางเลือก 3 ทาง เปลี่ยนแปลงมัน ยอมรับมัน หรือปล่อยวางมัน
สถานการณ์ที่ทำให้คุณทุกข์ใจมากที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อคุณอยากเปลี่ยนแปลงบางสิ่งแต่ไม่ลงมือทำ อยากทิ้งบางสิ่งแต่ไม่ยอมทิ้ง และไม่สามารถยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ได้
บางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วก็ได้
แม้บางครั้งอาจมองไม่เห็นแง่บวก แต่เราสามารถคิดได้ว่านี่อาจเป็นบทเรียนที่โลกอยากสอนเรา
สิ่งสำคัญที่สุดคือประสบการณ์ ทำไมไม่ตีความในแง่บวกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ล่ะ
[ 12. เลือกเป็นตัวของตัวเอง ]
ลองหยุดคิดถึงความคาดหวังของคนอื่น แล้วคุณจะได้ยินเสียงเบา ๆ ในใจ เสียงนั้นจะบอกว่าคุณอยากทำอะไร และอยากให้งานออกมาเป็นแบบไหน
สิ่งที่ทำลายความสงบในใจ คือความคาดหวังที่คนอื่นยัดเยียดให้เรา
ไม่มีใครในโลกจะเก่งกว่าการเป็นตัวคุณเอง อย่าพยายามเลียนแบบใครเพราะมันจะเสียเวลาเปล่า
[ 13. ฝึกทำสมาธิ ]
จิตใจก็เหมือนกล้ามเนื้อ ฝึกและปรับเปลี่ยนได้
แค่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ตลอดเวลาก็พอ
การใช้เวลาอยู่คนเดียวโดยไม่มีสิ่งรบกวนเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราจัดการปัญหาที่ค้างคาใจได้ดีขึ้น
การทำสมาธิคือการตัดขาดจากโลกภายนอกและฟังเสียงตัวเอง
เคล็ดลับคือให้ทำสมาธิก่อนนอน ไม่ว่าคุณจะทำสมาธิหรือเผลอหลับไป ก็ได้ประโยชน์ทั้งคู่
นั่งหลับตาเฉย ๆ วันละชั่วโมง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ปล่อยมันไป ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น
ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งเราจะรู้สึกว่าปัญหาที่ค้างคาใจหายไปหมด
[ 14. ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเองคือพลังวิเศษที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ]
ตัวคุณคือผลลัพธ์จากนิสัยของตัวเอง
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมอยากทำทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ด้วยอารมณ์และความโกรธที่น้อยลง
ความโกรธเปรียบเหมือนถ่านร้อนที่คุณถือไว้ในมือ รอที่จะโยนใส่คนอื่น
ถ้าอยากทำอะไรจริง ๆ ให้ลงมือทำทันที เพราะ “เดี๋ยวค่อยทำ” ไม่มีอยู่จริง
แรงบันดาลใจเลือนหายได้ จงลงมือทำเดี๋ยวนี้
จงอ่าน อ่านให้มาก อ่านทุกอย่างที่อ่านได้ สุดท้ายคุณจะพาตัวเองไปสู่สิ่งที่ควรอ่านและอยากอ่านได้เอง
คณิตศาสตร์ทำให้เรื่องซับซ้อนทั้งหลายกลายเป็นเรื่องง่าย ทุกอย่างล้วนใช้คณิตศาสตร์ทั้งนั้น มันเป็นภาษาของธรรมชาติ
ข่าวดีคือ คุณไม่จำเป็นต้องเก่งคณิตศาสตร์ขั้นสูง แค่เข้าใจบวกลบคูณหาร สถิติ และความน่าจะเป็น ก็พอแล้ว
[ 15. เลือกที่จะปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ ]
อิสรภาพที่ตามหาคือ อิสรภาพภายในใจ ไม่ต้องตอบโต้ทุกเรื่อง ไม่ต้องโกรธ ไม่ต้องเศร้า
ถ้าใครเสียใจเพราะคุณไม่ทำตามที่เขาหวัง นั่นเป็นปัญหาของเขา ไม่ใช่ของคุณ
อย่าเสียเวลาทำให้คนอื่นพอใจ นั่นเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่ของคุณ
======= สรุป =======
หนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์มากแค่ไหน ขึ้นกับว่าเรามีประสบการณ์ชีวิตมากเพียงใด
ข้อความในหนังสือสะกิดความทรงจำ หลายครั้งพยักหน้าว่า “จริงว่ะ”
ถ้าให้อ่านตอนอายุ 20 ผมอาจเข้าไม่ถึงเนื้อหาบางอย่าง
ถ้าให้อ่านในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็จะเข้าใจมากขึ้น เพราะตีความด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้น
นี่จะเป็นหนังสือที่หยิบมาอ่านซ้ำบ่อย ๆ แน่นอน 🙂