เมื่อวานผมรู้สึกตัวเองหล่อมากเลยครับ
มองไปทางไหนมีแต่คนยกกล้องขึ้นถ่ายรูป บางคนพกเลนส์ซูมยาวเป็นฟุต บางคนเตรียมขาตั้งกล้องมาพร้อม
เปล่า, เค้าไม่ได้มาถ่ายผม เค้ามาถ่ายหัวรถจักรไอน้ำ หรือที่เราเรียกกันว่า ‘คุณปู่ทวด’

เมื่อวานนี้เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา ผมจึงมีโอกาสได้ไปเที่ยวกับคุณปู่ทวด โดยคุณปู่ทวดพาวิ่งจากหัวลำโพงไปฉะเชิงเทรา
โชคดีที่ภรรยาจองตั๋วได้ (เปิดปุ๊ปจองปั๊ป) เราจึงเฮโลไปกันทั้งครอบครัว
เดิมทีเคยเห็นคุณปู่ทวดแค่ในภาพ หรือเคยเห็นญาติคุณปู่ทวดวิ่งแค่ในหนัง
แต่พอมาดูคุณปู่ทวดใกล้ ๆ ได้เห็นไอน้ำพวยพุ่ง ได้ยินเสียงเครื่องยนต์คำราม รู้สึกอลังการมากเลยนะ 🙂
พาลูกชายไปดูใกล้ ๆ เห็นได้ชัดเลยว่าดูแลรักษาดีมาก เหล็กขัดมันเมี่ยม เดินดูเพลินตาจนภรรยาตะโกนว่า “ไปกันได้แล้ว”
โบกี้ที่ผมนั่งอยู่ใกล้คุณปู่ทวดมาก เวลาผ่านสถานีใด จะมีคนมารอถ่ายรูปเสมอ หลายคนโบกมือให้ เราก็โบกมือตอบ แม้รู้ว่าเค้าไม่ได้โบกมือให้เราก็ตาม 😁
เด็กหลายคนมายืนดู ทำไม้ทำมือชี้ว่าอยากนั่งบ้าง
ในทางตรงข้าม ผมซึ่งอยู่ในขบวนข้างใน ก็อยากออกมาดูข้างนอกบ้างว่าตอนคุณปู่ทวดวิ่งหน้าตาจะเป็นอย่างไร
คิดดูก็ตลก คนข้างนอกอยากมานั่งข้างใน
คนข้างใน อยากไปยืนดูข้างนอก
ชีวิตจริงก็แบบนี้ สิ่งที่คนข้างนอกเห็น กับสิ่งที่คนข้างในรู้สึก บางครั้งก็สวนทางกัน…
เมื่อพ้นนอกเมืองแล้ว ไม่มีใครมารอถ่ายรูปอีก คุณปู่ทวดพาเราวิ่งช้า ๆ ไปตามรางรถไฟ
ตอนแรกผมพกหนังสือมาอ่าน แต่รู้สึกว่าโอกาสแบบนี้มีไม่บ่อย จึงปล่อยหนังสือลง แล้วมองไปนอกหน้าต่างแบบไม่คิดอะไร มองไปแบบไม่มีจุดหมาย พบว่ารู้สึกดี
เรามักคิดว่าต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า ทุกนาทีต้องมีจุดหมาย ต้องเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นอีกและอีก
การทำเช่นนั้นทำให้จิตใจเหนื่อยล้าแบบสะสม รู้ตัวอีกที อาจได้ยินเสียงตัวเองเกรี้ยวกราด คนตรงหน้ากำลังไหล่ห่อ ตัวสั่นเทา
ลองเหม่อลอย ปล่อยใจ แล้วให้อะไรมันไปตามทาง ผมรู้สึกว่าคุณปู่ทวดกำลังสอน
การนั่งรถไฟไกล ๆ บางครั้งก็มีข้อดีแบบไม่คาดคิด
“ก็อดซิลลามาแล้ว ก๊าซ” แล้วลูกชายก็เอาก็อดซิลลามาขย้ำคอผม
ให้พ่อดื่มด่ำกับช่วงเวลาบ้างก็ได้ลูก 😅