“หัดใช้ชีวิตให้ช้าลง หัดเป็นคนที่รอได้ อนุญาตให้ตัวเองมีความสุขตั้งแต่วันนี้”
อ่านแล้วเหมือนโดนหมัดฮุค
ผมกำลังพูดถึงหนังสือ “คำถามร้อยบาท กับ คำถามล้านบาท” ซึ่งเขียนโดยคุณรุตม์-อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์ เจ้าของเพจ Anontawong’s Musings

เห็นชื่อหนังสือแวบแรก นึกถึงรายการเกมเศรษฐี พอพลิกอ่านจริง ๆ พบว่าไม่ใช่
เป็นการคุยเปิดมุมมองความคิด ความสุข และการใช้ชีวิต ในรูปแบบเล่าเรื่อง
หนังสือเขียนเป็นบท ๆ มีทั้งสั้นและยาว
แต่ละบทมักเริ่มด้วยเรื่องที่เหมือนจะไม่เกี่ยวอะไร เช่น ไม่ชอบกินปู (เพราะแกะยาก) พาเดินไปนู่น ลัดเลาะมานี่ ชี้ให้ดูดอกเข็มข้างทาง คุยถึงความหมายของชีวิต แล้วก็วกมาเรื่องปู
ปูที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยว กลับเป็นส่วนสำคัญของบทนั้น ๆ
เป็นอย่างนี้แทบทุกบท ทำให้ทุกบทมีเอกลักษณ์
ถ้าให้ยกตัวอย่างจะกลายเป็นพิมพ์ทั้งบท เพราะทุกอักษรเกี่ยวร้อยกัน ไม่สามารถตัดส่วนหนึ่งส่วนใด
งั้นผมขอคัดมาเฉพาะส่วนที่ชอบละกัน 🙂
[ 1. สัญญาณของการเติบโตคือ การยอมรับในข้อจำกัดของตัวเอง ]
เมื่อถึงจุดหนึ่ง การพัฒนาตัวเองจะไม่สำคัญเท่าการยอมรับตัวเอง
สิ่งที่เราเคยต้องการ เรายังต้องการมันอยู่จริงหรือ
ถ้ากล้าปล่อยมือจากเป้าหมายหรือตัวตนที่ยึดถือมานาน เราอาจพบว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด
เป้าหมายเป็นเพียงเรื่องรอง การเดินทางไปสู่เป้าหมายต่างหากที่สำคัญ
เราไม่ควรทุ่มทั้งชีวิตเพื่อไปถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ แต่ควรเลือกเส้นทางชีวิตที่รู้สึกว่าจะสนุกไปกับมัน
หากมีจุดหนึ่งที่ควรถาม คือทุกวันนี้เรารู้สึกมีชีวิตชีวาหรือเปล่า
[ 2. ชีวิตที่ดี ไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีความลำบาก ]
ความล้มเหลวในวันนั้น คือเหตุผลสำคัญที่มีเราในวันนี้
เราไม่ควรหวังให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่ควรหวังให้ตัวเราแข็งแกร่งขึ้น
มนุษย์ทุกคนคือ ผลรวมของการตอบสนองต่อประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
สิ่งที่รออยู่หลังความลำบากคือความสนุก ถ้าอยากมีชีวิตที่สนุกมากขึ้น ลองหาความลำบากให้ตัวเอง
ตอนเป็นเด็กคุณอาจฝันอยากเป็นนักดับเพลิง แต่ตอนนี้อาจไม่อยากแล้ว ทำไมล่ะ?
มนุษย์ปรับตัวเก่งและทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว มันจะไม่ได้ดีอย่างที่ฝัน และไม่ได้แย่อย่างที่กลัว
ชีวิตในตอนนี้คือดีที่สุด และสิ่งที่เลือกได้คือ ทำให้ดีสุดตามกำลังที่มี
[ 3. ใช้เวลากับปัญหาที่แก้ได้ ปล่อยวางปัญหาที่แก้ไม่ได้ ]
ความใส่ใจต่อปัญหาแปรผกผันกับความสำคัญของปัญหานั้น
แต่ละวันที่เริ่มงาน เราควรรู้ว่าภาพใหญ่คืออะไร สิ่งที่ทำในวันนี้จะต่อจิ๊กซอว์ตัวไหน เพราะหากทำงานแล้วไม่เห็นภาพใหญ่ ชีวิตจะเหนื่อยมาก
สิ่งสำคัญคือห้ามโมโห โมโหคือแพ้
[ 4. ไม่มีอะไรที่ช้าเกินไป มีแต่ที่เรารอไม่ได้เท่านั้นเอง ]
หัดใช้ชีวิตให้ช้าลง หัดเป็นคนที่รอได้ อนุญาตให้ตัวเองมีความสุขตั้งแต่วันนี้
พอโลกมีทางเลือกมากกว่าแต่ก่อน สิ่งที่จะยากกว่าคือ การอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ
อะไรที่เราเห็นว่าสำคัญ เราจะมีเวลาให้มันเอง
[ 5. อุปสรรคไม่ใช่การขาดแคลนความรู้ อุปสรรคคือการคิดว่าเรารู้อยู่แล้ว ]
หนึ่งในสมบัติที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ คือความอ่อนน้อมถ่อมตนทางปัญญา เราควรพูดให้น้อยลง ฟังให้เยอะขึ้น
ชื่นชมตัวเองในใจนั้นไม่เป็นไร แต่การชื่นชมตัวเองออกสื่อนั้นไม่น่าดู และมักให้ผลตรงข้ามกับที่หวังไว้
ถ้าทำอะไรลงไปเพื่อความสะใจ หรือเป็นการพิสูจน์ว่าตัวเองถูก ผลที่ออกมามักจะแย่
[ 6. เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับเรื่องธรรมดา คือทางเดียวที่จะใช้ชีวิตอย่างแท้จริง ]
ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ไล่ล่าความสุข 10 คะแนนเต็มแห่งจินตนาการอยู่ร่ำไป
ยอมทุกอย่างเพื่อให้ได้มา แต่ความสุขก็ไม่เคยอยู่กับเราได้นานอย่างที่หวังสักที
เราไม่เคยจะวิ่งเพื่อวิ่ง อ่านหนังสือเพื่ออ่านหนังสือ หรือพักผ่อนเพื่อพักผ่อนเลย
เรามักลืมคิดไปว่า ยิ่งมีกำลังซื้อมากเท่าไหร่ สิ่งของประสบการณ์ที่ทำให้เรามีความสุขก็จะยิ่งลดลง
ความสุขมาจากการเสพและการสร้าง การเสพให้ความสุขที่หมดอายุเร็วมาก การสร้างต้องออกแรงมากกว่า แต่จะมอบความสุขที่ยาวนานกว่า
ถ้าเอาแต่ก้มหน้า เราจะพลาดปัจจุบัน จงเงยหน้า ตัวอยู่ตรงไหนใจอยู่ตรงนั้น
ความทุกข์น่ะมันจริง แต่ความสุขน่ะมันไม่จริง ความสุขคือทุกข์น้อย แต่ถ้าไม่ทุกข์เลยความสุขคือสูงสุด
==================
คุณรุตม์มีลูก 2 คน หลายบทเขียนเกี่ยวกับลูก บทใดที่เขียนเกี่ยวกับลูก ผมจะอินเป็นพิเศษ อ่านไปก็ถามตัวเองว่า
“เรามีเวลาให้เค้าตามที่พูดหรือเปล่า”
“ที่เคยบอกว่า เวลาหลังข้าวเย็นให้ลูกทั้งหมด เรายังให้อยู่หรือเปล่า”
“เราเคยมองหน้าเค้านาน ๆ หรือเปล่า?”
เพราะเค้าอายุ 6 ขวบแค่ครั้งเดียว
===================
[ สรุป ]
ตอนอ่านเหมือนนั่งคุยกับเพื่อนเก่า จิบน้ำเปล่า คุยไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่การวิ่งไล่ตามความฝัน ตัวตนที่แท้จริง เป้าหมายชีวิต การให้เวลากับลูก ชีวิตหลังวัยเกษียณ
รู้ตัวอีกทีก็หน้าสุดท้าย
พลิกดูปกหลัง พลิกดูปกหน้าอีกครั้ง แล้วนั่งถามตัวเองต่อ …