ประโยคนี้ไอน์สไตน์ไม่ได้พูด
“มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่ทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ แล้วหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง”
ประโยคนี้ไอน์สไตน์ก็ไม่ได้พูด
“เมื่อคุณนั่งกับสาวสวยนานสองชั่วโมง คุณจะคิดว่ามันแค่นาทีเดียว แต่ถ้าคุณนั่งบนเตาร้อนหนึ่งนาที คุณจะคิดว่ามันยาวนานสองชั่วโมง”
และประโยคเหล่านี้ไอน์สไตน์ก็ไม่ได้พูด
“ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายให้เด็กหกขวบเข้าใจได้ คุณไม่ได้เข้าใจมันจริง ๆ หรอก”
“ถ้าคุณตัดสินปลาจากความสามารถในการปีนต้นไม้ มันจะเชื่อตลอดว่ามันโง่”
“ความรู้นิดเดียวเป็นเรื่องอันตราย เช่นเดียวกับความรู้มาก ๆ”

ใช่, ประโยคที่เราเห็นบ่อย ๆ ในอินเทอร์เน็ตแล้วลงชื่อว่าไอน์สไตน์ แท้จริงแล้วเขาไม่ได้พูด
{ แล้วใครพูด? }
บางประโยคมาจากนักข่าวที่เขียนถึงไอน์สไตน์
บางประโยคมาจากนักฟิสิกส์คนอื่น
บางประโยคไม่ได้เกี่ยวอะไรกับไอน์สไตน์เลย
{ แล้วทำไมคนถึงคิดว่าไอน์สไตน์พูด? }
อาจเพราะไอน์สไตน์คือสัญลักษณ์ของความเป็นอัจฉริยะ ถ้าบอกว่าไอน์สไตน์พูด ประโยคนั้นจะดูน่าเชื่อถือ
{ แล้วประโยคใดที่ไอน์สไตน์พูดบ้าง? }
ถ้าเป็นประโยคที่เราคุ้นหูก็เช่น
“จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ความรู้มีข้อจำกัด จินตนาการวิ่งข้ามโลก”
(ประโยคนี้มักถูกตัดทอนเหลือแค่ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้)
“โต๊ะตัวหนึ่ง เก้าอี้ตัวหนึ่ง ผลไม้ชามหนึ่ง และไวโอลินตัวหนึ่ง คนเราจะต้องการอะไรอีกเพื่อจะมีความสุข”
ผมรู้เรื่องพวกนี้มาจากหนังสือ ‘ปฏิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์’ ซึ่งเขียนโดยคุณวินทร์ เลียววาริณ
บอกตามตรง ตอนรู้ว่าไอน์สไตน์ไม่ได้พูด ผมอึ้งกิมกี่ คล้ายกับสิ่งที่เคยรู้มันผิดหมด
แต่อย่างน้อย ตอนนี้ก็ได้รู้ความจริง 🙂
[ ตัวตนที่แท้จริงของไอน์สไตน์ ]
การอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้ผมเห็นไอน์สไตน์ในอีกแง่มุม
ไอน์สไตน์ในความรู้สึกของผมคืออัจฉริยะเหนือมนุษย์ แต่แท้จริงแล้วเขาคือมนุษย์ธรรมดาที่แสนจะถ่อมตัว ติดดิน หัวเราะง่าย และไม่สนใจการแต่งตัวเลย
เขามองโลกด้วยสายตาของเด็กน้อยที่เพิ่งเห็นทุกสิ่งเป็นครั้งแรก
ถ้าให้หลับตานึกภาพไอน์สไตน์ เราคงนึกภาพชายชราผมขาวที่หัวยุ่งตลอดเวลา และตัวจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะเค้าไม่หวีผม
บางครั้งมีแขกสำคัญมาพบไอน์สไตน์ที่บ้าน ไอน์สไตน์ก็แต่งตัวปอน ๆ รับแขก จนภรรยาอดบ่นไม่ได้ว่า ทำไมไม่แต่งตัวให้ดีหน่อย แต่เขากลับตอบว่า
“เขามาพบผม ก็ได้พบแล้วไง ถ้าเขาอยากเห็นเสื้อผ้าผม ก็ไปดูที่ตู้เสื้อผ้าสิ”
สำบัดสำนวนสมเป็นอัจฉริยะจริง ๆ 😄
ไอน์สไตน์เป็นคนติดดิน ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่หลงกับคำเยินยอหรืออำนาจ
แม้เขามีชื่อเสียงระดับโลก แต่เขาไม่รับตำแหน่งทางการเมืองเลย มีครั้งหนึ่งเค้าได้รับการเสนอชื่อให้เป็นประธานาธิบดีของอิสราเอล แต่เขาปฏิเสธ
[ ไอน์สไตน์และดนตรี ]
ไอน์สไตน์ชอบไวโอลิน มักจะแบกไวโอลินไปไหนมาไหนด้วยเสมอ
ไอน์สไตน์เคยบอกว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขาเกิดจากความหยั่งรู้ และดนตรีเป็นพลังผลักดันความหยั่งรู้นั้น
เขาใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการขบคิดปัญหา
เมื่อเจอปัญหาที่คิดไม่ออก เขาจะเข้าหาดนตรี แล้วทุกอย่างก็คลี่คลาย
ภรรยาของเขาบอกว่า “ดนตรีช่วยเขาขณะกำลังขบคิดทฤษฎีต่าง ๆ เขาเข้าไปห้องทำงาน กลับออกมา จิ้มคีย์เปียโนหลายครั้ง จดอะไรบางอย่าง แล้วกลับเข้าไปห้องทำงานต่อ”
สำหรับไอน์สไตน์ ดนตรีเป็นมากกว่างานอดิเรก เขามองเห็นสมการของจักรวาลผ่านดนตรี
เขาคิดเป็นดนตรี มองโลกเป็นดนตรี
ไอน์สไตน์เคยบอกว่า “ถ้าผมไม่เป็นนักฟิสิกส์ ผมก็น่าจะเป็นนักดนตรี ผมคิดแบบดนตรีบ่อย ๆ “
“ผมฝันกลางวันเรื่องดนตรี ผมมองชีวิตด้วยวิธีของดนตรี ผมมีความสุขส่วนใหญ่จากดนตรี”
[ ไอน์สไตน์และระเบิดปรมาณู ]
เรื่องหนึ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับไอน์สไตน์คือ ไอน์สไตน์ไม่ได้เป็นคนคิดค้นระเบิดปรมาณู
(คนคิดค้นคือรอเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ และทีมนักวิทยาศาสตร์โปรเจกต์แมนฮัตตัน)
แต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์เป็นรากฐานในการพัฒนาระเบิดปรมาณู
เมื่อไอน์สไตน์เห็นภาพควันรูปเห็ดเหนือฟ้าฮิโรชิมา เขาอุทานด้วยความปวดร้าวว่า “Woe is me!” (โอ้! สวรรค์! ช่างร้ายจริง ๆ )
การระเบิดครั้งนั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1945 ไอน์สไตน์รู้สึกผิดตลอดชีวิตที่เหลือของเขา เขากลายเป็นโรคซึมเศร้า และจากโลกนี้ไปหลังเหตุการณ์นั้นเพียง 10 ปี
[สรุป]
เป็นหนังสือที่อ่านเพลิน ๆ ทำให้รู้จักตัวตนของไอน์สไตน์ในแง่มุมที่นอกเหนือจากคำว่าอัจฉริยะ
แม้จะมีบางช่วงที่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง (ช่วงทฤษฎีฟิสิกส์) แต่พอมีศัพท์คุ้นหู มีชื่อนักวิทยาศาสตร์ที่คุ้นหูอยู่บ้าง คล้ายทบทวนความรู้ฟิสิกส์ ม.ปลาย แม้ตอนนี้จะไม่เหลืออะไรในหัวแล้วก็ตาม 😅
ถ้าใครชอบไอน์สไตน์และอยากรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา หนังสือเล่มนี้น่าจะตอบโจทย์ครับ 🙂