ถ้าคุณมี 1 ใน 3 อย่าง ต้องชอบหนังสือเล่มนี้แน่นอน
- ชอบภาษา
- ชอบคณิตศาสตร์
- ชอบนิยายนักสืบ
หนังสือที่ว่าคือ The Code Book หรือชื่อไทยว่า ‘ความลับ รหัสลับ’

เป็นหนังสือที่อธิบายแนวคิดและวิธีไขรหัสลับได้อย่างลุ่มลึก
รหัสลับที่เราเคยได้ยิน มีในหนังสือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น
- รหัสไซเฟอร์
- รหัส Enigma
- รหัสกุญแจสาธารณะ RSA
ผู้เขียนปูเรื่องเป็นไทม์ไลน์ ไล่เรียงตั้งแต่รหัสลับช่วงแรก ช่วงกลาง ไปจนถึงรหัสลับสมัยใหม่ ทั้งยังสอดแทรกเกร็ดประวัติศาสตร์
ที่ชอบมากคือ ไม่ได้แค่บอกว่ารหัสนี้คืออะไร แต่ยังบอกว่ารหัสนี้มีวิธีการสร้างอย่างไร และมีวิธีการถอดอย่างไร
ใช่, บอกวิธีถอดรหัสด้วย แถมบอกแบบละเอียด
วิธีการเล่าเรื่องมีกลิ่นอายของนิยายนักสืบ คล้ายเป็นการเชือดเฉือนระหว่างผู้สร้างรหัสและนักถอดรหัสว่าใครจะเก่งกว่ากัน
ในบางช่วงเวลา ผู้สร้างรหัสเก่งกว่า เพราะรหัสแข็งแกร่งมาก ไม่มีใครแก้ได้
ในบางช่วงเวลา นักถอดรหัสเก่งกว่า เพราะถอดได้ทุกอย่าง จนไม่มีความลับใด ๆ
ตลอดทั้งเล่มมีความรู้ใหม่เต็มไปหมด ถ้าให้สรุป บทความนี้คงยาวหลายสิบหน้า เอาเป็นว่าผมจะเลือกที่ชอบมาเล่าให้ฟัง 4 เรื่องละกัน 🙂
[ 1. วิธีไขรหัสไซเฟอร์ ]
รหัสไซเฟอร์ (Cipher) คือเข้ารหัสด้วยการขยับตัวอักษรไป n อักขระ ตามลำดับ A-Z
เช่น ถ้าเข้ารหัสโดยขยับตัวอักษรไป 1 อักขระ
จากเดิมคำว่า
cat
เมื่อเข้ารหัสจะกลายเป็น
DBU
c กลายเป็น D
a กลายเป็น B
t กลายเป็น U
(ข้อความจริงมักเขียนด้วยตัวพิมพ์เล็ก)
(ข้อความรหัสมักเขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่)
เมื่อรู้วิธีการเข้ารหัสแล้ว จะถอดรหัสยังไง?
วิธีถอดรหัสต้องใช้ความรู้ทางสถิติ
คือถ้านำข้อความในภาษาอังกฤษมาวิเคราะห์ความถี่ว่าตัวอักษรใดถูกใช้มากที่สุด จะพบว่าตัวอักษรที่ถูกใช้มากที่สุดคือ e
รองลงมาคือ t, a, o, i
(ตัวอักษรที่ใช้น้อยมากคือ z, q, x, j )
เราสามารถทำเป็นตารางแจกแจงความถี่ได้ว่า อักขระใดมีความถี่ในการใช้กี่เปอร์เซนต์
วิธีการไขรหัสคือ นำข้อความที่ถูกเข้ารหัสมาแจกแจงความถี่ว่าตัวอักษรใดถูกใช้มากที่สุด แล้วเทียบกับตารางความถี่นั้น
เช่น ถ้าพบว่าตัวอักษร H ถูกใช้มากที่สุด ก็เดาได้เลยว่า H คือ e
แปลว่าวิธีการเข้ารหัสคือขยับอักษรไป 3 ตัว
พอรู้วิธีการเข้ารหัสแล้ว ก็ขยับตัวอักษรอื่น ๆ ในข้อความรหัสไป 3 ลำดับ ก็จะอ่านข้อความนั้นได้
เช่น D ก็คือ a
E ก็คือ b
F ก็คือ c
ถ้าขยับแล้วอ่านไม่ออก เป็นไปได้ว่าข้อความจริงอาจมาจากภาษาอื่น (เช่น ภาษาเยอรมัน) ก็ให้ทำตารางความถี่ของภาษาอื่น แล้วถอดรหัสด้วยวิธีเดียวกัน
ถ้าอ่านรู้เรื่อง แปลว่าข้อความจริงคือภาษานั้น
ไม่น่าเชื่อว่าวิชาสถิติจะใช้ถอดรหัสไซเฟอร์ได้ 😄
[ 2. รหัสลับนาวาโฮ ]
การสื่อสารในช่วงสงครามโลกมักส่งผ่านทางคลื่นวิทยุ ข้อเสียคือศัตรูจะดักฟังได้ ทางแก้คือต้องเข้ารหัส
แต่การเข้ารหัสก็มีต้นทุนเรื่องเวลา เพราะกว่าจะเอาข้อความจริงไปเข้ารหัสก็ต้องใช้เวลา
เมื่อคนรับข้อความรหัส ก็ต้องนำข้อความนั้นไปถอดรหัสอีก
กว่าจะถอดรหัสได้ บางครั้งศัตรูก็บุกมาแล้ว
ปัญหาคือจะเข้ารหัส-ถอดรหัส อย่างไรให้ใช้เวลาน้อยที่สุด
ทางแก้คือใช้ภาษามนุษย์นี่แหละ แต่ใช้ภาษาที่ศัตรูฟังไม่ออก
แต่จะใช้ภาษาอะไร เพราะศัตรูก็ต้องมีคนฟังภาษานั้นออกอยู่แล้ว
ทางแก้คือใช้ภาษานาวาโฮ
นาวาโฮเป็นชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกา มีภาษาเป็นของตัวเอง
ชาวนาวาโฮมีแต่ภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน จึงไม่ต้องกลัวว่าจะถูกบันทึก
สหรัฐเล็งแล้วว่าชาวนาวาโฮมีแค่ในอเมริกาเท่านั้น และชาวนาวาโฮก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับประเทศคู่สงคราม
สหรัฐจึงให้ชาวนาวาโฮประจำการตามจุดต่าง ๆ เพื่อรับ-ส่งข้อความ
เวลาส่งข้อความทางการทหารก็ส่งเป็นภาษานาวาโฮผ่านทางคลื่นวิทยุ เมื่อส่งข้อความแล้วชาวนาวาโฮที่อยู่อีกฝั่งก็จะแปลข้อความให้ผู้บังคับบัญชาทางนั้นฟัง
แม้ศัตรูจะดังฟังคลื่นวิทยุนั้นได้ แต่ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฟังไม่ออก!
ว่ากันว่าเหตุผลนึงที่อเมริกาชนะสงคราม ก็มาจากภาษานาวาโฮนี่แหละ 🙂
[ 3. รหัสลับอีนิกมา ]
เวลาดูหนังสงคราม ชื่อที่มักโผล่มาเสมอคือ อีนิกมา (Enigma)
อีนิกมาเป็นวิธีการเข้ารหัสแบบหนึ่ง ว่ากันว่าเป็นเป็นการเข้ารหัสที่ไม่มีวันถอดได้ เป็นการเข้ารหัสที่ฝั่งเยอรมันภูมิใจมาก
จริง ๆ แล้วอีนิกมาเป็นเครื่องจักรขนาดเล็ก ประดิษฐ์โดยคนเยอรมัน หน้าตาเหมือนเครื่องพิมพ์ดีดแบบพกพา ใช้ทั้งเข้ารหัสและถอดรหัส
เวลาใช้งานก็พิมพ์ข้อความจริงลงไป เครื่องนี้จะแปลงข้อความจริงให้เป็นข้อความรหัส แล้วนำข้อความรหัสที่ได้จากเครื่องอีนิกมาไปส่งผ่านทางคลื่นวิทยุ
เมื่อผู้รับสารได้ข้อความรหัสผ่านทางคลื่นวิทยุ ก็จะจดข้อความรหัสทั้งหมด จากนั้นก็พิมพ์ข้อความรหัสลงในอีนิกมาอีกเครื่องนึง (ทุกกองทหารของฝ่ายเยอรมันมีเครื่องอีนิกมา)
เมื่อพิมพ์แล้ว เครื่องอีนิกมาก็จะแปลงข้อความรหัสให้กลายเป็นข้อความจริง
หลักการเข้ารหัสใช้หลักการเดียวกับรหัสไซเฟอร์ แต่ซับซ้อนกว่ามาก
รหัสไซเฟอร์นั้น ตัวอักษรแต่ละตัวมีความน่าจะเป็นได้เพียง 26 รูปแบบ
(เพราะอักษรในภาษาอังกฤษมี 26 ตัว)
แต่เมื่อเข้ารหัสด้วยเครื่องอีนิมาแล้ว จะมีความน่าจะเป็นถึง 159,000,000,000,000,000,000 รูปแบบ
(อ่านว่า หนึ่งร้อยห้าสิบเก้าล้านล้านล้าน)
(เลขศูนย์สิบแปดตัว)
บ้าไปแล้ว!
ไม่น่าจะมีใครถอดได้
แต่ทางฝั่งอังกฤษก็มีคนถอดได้ และคนถอดรหัสนั้นชื่อว่า อลัน ทัวริง (Alan Turing)
ชื่อคุ้น ๆ ไหมครับ
ใช่, เขาคือบิดาแห่งวิทยาการคอมพิวเตอร์สมัยใหม่
หรือบางคนยกให้เป็นผู้บุกเบิกด้าน AI นั่นเอง 🙂
อลัน ทัวริง สร้างเครื่องจักรกลที่สามารถถอดรหัสอีนิกมาได้ โดยที่ฝั่งเยอรมันไม่รู้ตัวเลยว่าข้อความรหัสที่พวกเขาส่งทุกวันนั้น ถูกอังกฤษถอดได้ตั้งนานแล้ว
อนึ่ง การที่อลัน ทัวริง ถอดรหัสได้นั้น ได้อานิสงส์มาจากการทรยศของคนในฝั่งเยอรมันที่แอบส่งข้อมูลให้ รวมทั้งได้ตัวอย่างเครื่องอีนิกมาศึกษาด้วย
เรื่องนี้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาก ตอนอ่านอย่างมันส์ 😄
[ 4. การถอดตัวอักษรเฮียโรกลิฟิก ]
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเราถึงแปลความหมายของตัวอักษรอียิปต์โบราณ (เฮียโรกลิฟิก) ได้
ที่เจ๋งกว่านั้นคือ ไม่ใช่แค่แปลความหมาย แต่ยังอ่านออกเสียงได้ด้วย!
ใช่, เราอ่านออกเสียงอักษรโบราณได้ ทั้ง ๆ ที่อักษรนี้ไม่มีคนใช้งานเป็นพันปีแล้ว
วิธีการแปลความหมายและอ่านออกเสียงตัวอักษรเฮียโรกลิฟิกต้องมี ‘กุญแจ’
และกุญแจที่ว่าคือ ชื่อของฟาโรห์ปโตเลมี
นักถอดภาษาพบว่ามีตัวอักษรบางอย่างถูกพบบ่อย และถูกบ่อยในช่วงรัชสมัยของฟาโรห์ปโตเลมี
เมื่อเปรียบเทียบกับอักษรเฮียโรกลิฟิกที่พบจากแหล่งต่าง ๆ แล้วนำเสียงปโตเลมีไปเทียบ จึงทำให้อ่านตัวอักษรอื่น ๆ ได้
สิ่งที่น่าสนใจคือ เดิมทีเราคิดว่าอักษรเฮียโรกลิฟิกเป็นอักษรภาพ (เหมือนภาษาจีน)
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เฮียโรกลิฟิกเขียนขึ้นโดยการสะกดอักษรแทนเสียง (Phonetic Alphabet) เหมือนภาษาอังกฤษและภาษาไทย
เรื่องนี้สร้างความตกตะลึงอย่างมาก เพราะไม่น่าเชื่อภาษาในช่วงเวลาหลายพันปีนั้นจะถูกเขียนขึ้นด้วยวิวัฒนาการนี้
และในที่สุด เราก็สามารถแปลและอ่านออกเสียงอักษรเฮียโรกลิฟิกได้จริง ๆ
(แอบคิดว่าผู้แต่งการ์ตูน One Piece นำแนวคิดนี้มาสร้างเป็นอักษรโบราณในเรื่องที่เรียกว่า ‘โพเนกลีฟ’ )
[ สรุป ]
เป็นหนังสือที่น่าอ่าน มีสิ่งน่าสนใจและความรู้ใหม่เต็มไปหมด สาระแน่น แถมผู้เขียนยังเล่าเรื่องสนุก
ข้อเสียมีเพียง 2 ข้อคือ
1, หนังสือหนามาก (543 หน้า)
2. ถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1999
ด้วยความที่หนังสือให้รายละเอียดเยอะมาก จึงต้องแลกมากับความหนา
แม้สำนักพิมพ์จะปรับฟอนต์ให้เล็กแล้ว แต่ก็ยังหนากว่า 500 หน้า
ด้วยความที่บอกวิธีการเข้ารหัส และวิธีการถอดรหัส จึงต้องคิดตามไปด้วย
หลายครั้งผมเอานิ้วคั่นหนังสือไว้ก่อน แล้วคิดตามว่าวิธีการถอดรหัสนั้นทำได้อย่างไร
อ่านแล้วหยุดคิด อ่านแล้วหยุดคิด แต่ละหน้าจึงอ่านได้ช้ามาก
บางช่วงยากมาก อ่านไม่เข้าใจ ต้องย้อนกลับไปอ่านบางส่วนใหม่
ผมใช้เวลา 3 เดือนกว่าจะอ่านหนังสือเล่มนี้จบ (มีอ่านเล่มอื่นแทรกด้วย)
อารมณ์เหมือนตอนอ่าน Sapiens: A Brief of Humankind ยังไงยังงั้น
น่าเสียดายที่หนังสือถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1999 ทำให้รายละเอียดที่เกี่ยวกับควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจไม่อัพเดต
(หนังสือกล่าวถึงควอนตัมคอมพิวเตอร์ และบอกว่าความตัมคอมพิวเตอร์จะมาถอดรหัสได้อย่างไร)
โดยรวมแล้วเป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก
ถ้าใครชอบภาษา คณิตศาสตร์ หรือนิยายนักสืบ นี่คือหนังสือที่คุณกำลังมองหาครับ
ป.ล. ขอชื่นชมผู้แปล การจะแปลหนังสือที่มีเนื้อหาซับซ้อนขนาดนี้เป็นงานที่หินมาก แต่ผู้แปลก็ทำได้เรียบลื่นไม่มีสะดุด 🙂