ผมซื้อหนังสือเล่มนี้เพราะโดนป้ายยา
คนป้ายคือ ทอย DataRockie แนะนำเล่มนี้แบบสุดใจ แถมยังเขียนคำนิยมให้อีกต่างหาก
หลังอ่านจบมีทั้งประเด็นที่เห็นด้วย และประเด็นที่ไม่เห็นด้วย
ก่อนจะบอกว่าประเด็นที่ไม่เห็นด้วยคืออะไร มาคุยถึงแนวคิดที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ก่อน

[ 1. ‘เก่งกว้าง’ ดีกว่า ‘เก่งลึก’ ]
คำว่า ‘เก่งกว้าง’ คือ เก่งหลายด้าน ทำอะไรได้หลายอย่าง แต่ไม่มีเก่งสุด ๆ เลยสักอย่าง หรือก็คือเป็นเป็ดนั่นเอง
คำว่า ‘เก่งลึก’ คือ เก่งด้านใดด้านหนึ่งแบบสุด ๆ เช่น เป็นนักกีตาร์ระดับโลก เป็นแชมป์เทควันโด เป็นนักกีฬาโอลิมปิก แต่เก่งด้านนั้นด้านเดียว ด้านอื่น ๆ ไม่ถนัด
ผู้เขียนแนะนำให้เราเป็นคนเก่งกว้าง ไม่จำเป็นต้องเก่งด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ แต่ให้เอาทักษะเหล่านั้นมาผสมผสานเข้าด้วยกัน แล้วจะหาพื้นที่ของเราเจอโดยไม่มีคู่แข่ง
ในทางตรงข้าม ถ้าเก่งด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ แต่แทบไม่มีทักษะด้านอื่นเลย จะยืนระยะได้ยาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือนักกีฬาชื่อดัง พอเลิกเล่นกีฬานั้นแล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จใด ๆ
[ 2. เก่งลึก ดึงได้แค่ผู้เชี่ยวชาญ ]
เมื่อเราเก่งด้านใดด้านนึงมาก ๆ เราจะหาคนพูดภาษาเดียวกันได้ยากขึ้น ความรู้ระดับที่เราสนใจจะไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปสนใจ
ถ้าทำคลิปหรือเขียนบทความ คนที่เข้ามาแสดงความเห็นจะไม่ใช่คนทั่วไป แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีแค่หยิบมือ
ในทางตรงข้าม ถ้าเก่งกว้างหรือเก่งแค่ประมาณนึง เมื่อทำคลิป คลิปของเราจะไม่ยากเกินไป จะมีคนสนใจหรือสร้างกระแสได้มากกว่า
Note: ข้อนี้ผมเห็นด้วยมาก ๆ เวลาผมทำคอนเทนต์เกี่ยวกับทฤษฎีเชิงลึก โพสต์นั้นเรียกได้ว่าร้าง แต่พอทำคอนเทนต์ง่าย ๆ คนกลับสนใจมากกว่าแบบเทียบไม่ได้
[ 3. กฎเหล็ก 5 ข้อของคนเก่งกว้าง ]
ผมตั้งชื่อเล่นให้กฎ 5 ข้อนั้นว่า
Blend-ลึกสั้น-80%-โฟกัส-Harder
{Blend} คือ นำทักษะหลายด้านมาผสมผสานเข้าด้วยกัน เช่น ถ้าเราเล่นกีตาร์เก่งระดับนึง มีทักษะด้านการขาย มีทักษะด้านการถ่ายถอด ก็อาจเปิดสอนเล่นกีตาร์และทำช่องยูทูปควบคู่กัน
{ลึกสั้น} คือ จงเป็นคนเก่งลึกแค่ระยะสั้น นั่นคือต้องมีช่วงเวลาหนึ่งที่เราฝึกฝนทักษะด้านนั้นให้ลึกไปเลย แต่ฝึกฝนให้ลึกเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น และเมื่อฝึกได้ถึงระดับนั้นแล้ว ก็เปลี่ยนไปฝึกฝนทักษะอื่นแทน
{80%} คือ เก่งทักษะด้านใด ๆ ไม่เกิน 80% เช่น ถ้าคนที่เก่งสุดในโลกคือ 100% เก่งให้ได้แค่ 80% ก็พอ และไม่ควรฝึกให้เก่งเกิน 80%
เดี๋ยวค่อยมาขยายความว่าทำไมในหัวข้อถัดไป 🙂
{โฟกัส} คือ โฟกัสเพียงบางทักษะ เช่น โฟกัสทักษะพื้นฐาน หรือทักษะที่เราสนใจ ไม่ใช่ฝึกทุกอย่าง ไม่เช่นนั้นเราจะเป็นคนจับจด หรือไม่เก่งทักษะใดมากพอ
{Harder} คือ เพิ่มความยากในการฝึกทักษะนั้นให้มากขึ้น เช่น ถ้าฝึกยกน้ำหนัก ก็ยกน้ำหนักที่มากขึ้น ถ้าฝึกเล่นกีตาร์ ก็เล่นเพลงที่ยากขึ้น เพื่อให้เราเก่งและมีทักษะด้านนั้นจริง ๆ
[ 4. ทำไมต้อง 80% ]
80% เป็นเพียงตัวเลขตุ๊กตาเท่านั้น อาจเป็น 70% หรือ 60% ก็ได้ ขอให้เก่งกว่าคนทั่วไปก็พอ
เหตุผลที่ตั้งเป้าเพียง 80% เพราะ การจะฝึกเพื่อเพิ่มทักษะจาก 80% ไป 90% หรือไปสู่ความเป็นเลิศนั้น ใช้เวลามากกว่าฝึกจาก 0 ไป 80% เสียอีก
แนวคิดนี้สอดคล้องกับ Law of diminishing returns หรือก็คือ ยิ่งทุ่มเทสู่ความเป็นเลิศมากเท่าใด เวลาที่เสียไปจะยิ่งไม่คุ้มค่า เอาเวลาไปพัฒนาทักษะด้านอื่นดีกว่า
[ 5. วินัย และ สมาธิ ]
การจะฝึกฝนทักษะใด ๆ ให้ได้ 80% นั้น วินัยคือสิ่งสำคัญมากที่สุด
เซ็ตขึ้นมาเลยว่า เราจะฝึกทักษะนี้เวลาใด ใช้เวลาเท่าใด และทำให้ได้ทุกวันโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ
ผู้เขียนแนะนำว่าควรฝึกวันละ 1 ชั่วโมง และหวังว่าเราจะใช้เวลามากกว่านั้น (โห!)
สิ่งที่ทำให้เราขยับก้นมาฝึกคือวินัย แต่สิ่งที่ทำให้ก้นของเราไม่ลุกไปไหนคือสมาธิ
เพราะมันง่ายมากที่จะเปิดมือถือ อ่านข้อความนั้น ตอบข้อความนู้น เปิดวอร์กับคนนี้ รู้ตัวอีกทีเวลาก็หมด และอารมณ์ก็ขุ่นมัว
คำว่า ‘สมาธิ’ อาจไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตาเสมอไป แต่ต้องโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น
เราทำสมาธิได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนเขียนบทความนี้ ก็สามารถทำสมาธิได้เช่นกัน
อ่านแล้วนึกถึงคำพูดนึงของ ‘โคว่จง’ ซึ่งเป็นตัวละครใน ‘มังกรคู่ สู้สิบทิศ’
“นอกจากดาบแล้ว ไม่มีวัตถุอื่นอีก”
[ สรุป ]
โดยรวมเป็นหนังสือที่อ่านเพลิน กระตุกต่อมคิด มีมุขตลกตลอดทั้งเล่ม
ช่วงแรกเล่าเรื่องได้สนุก ชวนคิดชวนถกได้ตลอด แต่ช่วงหลังเนื้อหาคล้ายวนไปวนมา บางครั้งก็ออกทะเล
ประเด็นที่ไม่เห็นด้วยคือ เราไม่ควรเก่งด้านใดด้านหนึ่งจริงหรือ?
ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่
เราอาจตั้ง 80% เป็นเพดานในการฝึกก็ได้ และควรมีทักษะที่ทำได้ 80% สักหนึ่ง (หรือสอง) ทักษะ
ทักษะอื่นยังคงจำเป็น แต่ฝึกให้เก่ง 60%-70% ก็พอ แล้วเอาทักษะเหล่านั้นมารวมกัน
สิ่งสำคัญคือการผสมผสานทักษะเข้าด้วยกันนั่นเอง 🙂