หลังอ่านหนังสือเล่มนี้จบ สิ่งที่ผมทำคือ
เปิดเพลง Bohemian Rhapsody แล้วฟังแบบดื่มด่ำ
จิ้มผักกับน้ำพริกแล้วละเลียดถึงรสชาติในปาก
นึกย้อนถึงอาซ้อร้านโกปี๊หน้าปากซอยที่กำลังชงชาไทยดังกุก ๆ ๆ
และอีกหลายอย่างที่ทำให้ตกอยู่ในห้วงคำนึง
ไม่น่าเชื่อว่าหนังสือเล่มเดียวจะชวนให้คิดอะไรต่อได้ถึงขนาดนี้
นี่อาจเป็นเสน่ห์หนังสือของคุณประภาส ชลศรานนท์ (ขออนุญาตเรียก พี่จิก) ที่อ่านจบแต่ไม่จบ
ผมเป็นแฟนตัวยงของพี่จิก พอรู้ว่าพี่จิกออกหนังสือเล่มใหม่ กดสั่งซื้อโดยไม่คิด ไม่ได้อ่านด้วยซ้ำว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร แค่รู้ว่าพี่จิกเขียน ก็โอนเงินซื้อทันที
และก็ไม่ผิดหวัง
ไม่สิ, ต้องเรียกว่า เกินความคาดหวัง
เพราะพี่จิกเขียนได้ดีมาก ๆ
หนังสือเล่มนี้รวบรวมบทความที่พี่จิกเคยเขียนไว้ แล้วนำมาร้อยเรียงกัน บางบทความเคยเห็นผ่านตา แต่พอมาอ่านเป็นเล่ม ความรู้สึกมันผิดกันเยอะ
อาจเป็นเพราะกระดาษที่ดีมาก ทุกรสสัมผัสของปลายนิ้ว ให้ความรู้สึกละมุน
อาจเป็นเพราะรูปประกอบของแต่ละบทที่สรรค์สร้างอย่างเข้ากัน เมื่ออ่านจบบทนั้นแล้ว พลิกมาดูภาพประกอบอีกครั้ง พบว่าถูกออกแบบไว้อย่างดี และมีอะไรที่มองข้ามไปในตอนแรก
อาจเป็นเพราะความยาวที่อาจยาวเกินไปสำหรับการอ่านผ่านมือถือ แต่พออ่านเป็นเล่ม รู้สึกไม่อยากให้จบ อยากอ่านไปเรื่อย ๆ
พี่จิกเล่าให้ฟังถึงอารยธรรม วัฒนธรรม ปรัชญาของประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรีก จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เปอร์เซีย และแน่นอนว่าต้องมีไทย
ที่ชอบมากคือ พี่จิกให้คำนิยามของปรัชญาไว้อย่างงดงาม พอดีทุกตัวอักษร อาทิ
คินสึงิ: รอยแตกอันสมบูรณ์
วะบิ-ซะบิ: ความงามของอนิจจัง
อิคิไก: เหตุผลที่ทำให้เราอยากตื่นในวันพรุ่ง
กะมัน: ความสงบงามในวันที่พายุกระหน่ำ
ยานเต้: วิถึชีวิตที่บอกว่า อย่าโอ้อวดทับถม
ลากอม: วิถีแห่งการไม่มากไป ไม่น้อยไป
ฮุกกะ: ความสุขเล็ก ๆ ที่ทำให้ใจคนไม่แข็งกระด้าง
ไม่ได้ให้แค่คำนิยาม แต่ยังอธิบายถึงปรัชญานั้นในมุมมองของพี่จิก
ทุกปรัชญาที่พี่จิกเล่าให้ฟัง ผมเคยอ่านมาหมดแล้ว แต่ชอบการตีความและมุมมองของพี่จิก มันทำให้คล้ายได้ความรู้สึกว่า
“เออแฮะ ไม่เห็นมีใครพูดถึงมุมนี้เลย”
ปรัชญาหนึ่งที่ผมชอบการตีความของพี่จิกมากคือ อู๋เหวย ซึ่งมักถูกแปลตรงตัวว่า ไม่กระทำ
แต่พี่จิกให้นิยามว่า ทำโดยไม่เอาตัวเราไปแทรกในผลลัพธ์
แล้วอธิบายความคล้ายของปรัชญานี้กับสภาวะลื่นไหล (Flow State) และคำว่า วิปัสสนา ในพุทธศาสนา
ผมไม่รู้ว่าพี่จิกโยงคำเหล่านี้ได้อย่างไร แต่มันใช่เลย พี่จิกตีความและอธิบายได้ชัดเจนมาก
อาจเป็นเพราะผมติดตามอ่านหนังสือของพี่จิกทุกเล่ม จึงเห็นความเปลี่ยนแปลงในคมความคิดของพี่จิก ผมพบว่าหนังสือของพี่จิกเล่มหลัง ๆ มีความลุ่มลึก และผูกโยงศาสตร์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
ซึ่งไม่ใช่ใครอยากเขียนก็เขียนได้ ต้องเป็นคนที่ผ่านโลก และเข้าใจในศาสตร์นั้นอย่างลึกซึ้ง
ทุกบทที่อ่านยิ่งตอกย้ำว่า ทำไมผมถึงชอบตัวหนังสือของพี่จิก ทำให้นึกไปถึงตัวตนของผมที่ก่อร่างขึ้นโดยมีแนวคิดของพี่จิกเป็นหนึ่งในนั้น
อ่านแล้วคล้ายทำความเข้าใจอารยธรรม ปรัชญา และตัวตนมากขึ้น
ขอบคุณพี่จิกทำให้เกิดหนังสือเล่มนี้
ดีใจที่ได้อ่าน และจะหยิบมาอ่านซ้ำแน่นอนครับ (ตอนนี้ก็เริ่มอ่านซ้ำบางบทแล้ว)
