“คุณช่วยทำกราฟที่พร้อมนำเสนอเลยได้ไหม ทำไมต้องให้ผมมาคอยแก้ให้”

นี่คือ “คำทักทาย” ของหัวหน้าในเช้าก่อนวันพรีเซ็นต์ใหญ่ เป็นคำทักทายไพเราะเพราะพริ้ง ชวนให้อารมณ์ดีตลอดวันทำงานเสียจริง (ประชด)

หลังจากนั้น ก็วิจารณ์อีกชุดใหญ่ ผมได้แต่ก้มหน้า ครับ ครับ ครับ อย่างเดียว

(ในใจก่นด่าบรรพบุรุษหัวหน้าไป 18 รุ่น)

แม้ไม่ยินยอม แต่ก็ต้องยอมรับว่า กราฟที่หัวหน้าแก้ให้ดูดีกว่าจริงๆ

เทียบกับกราฟที่ส่งตอนแรก ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมถีงโดนด่า T_T

(แม้ตอนโดนด่าจะแอบด่าบรรพบุรุษหัวหน้าอยู่ก็ตาม)

ไม่มีใครอยากโดนด่าเพราะสร้างกราฟแล้วดูไม่โปร ทุกคนอยากสร้างกราฟที่โปรที่ปังกันทั้งนั้น

แต่ทำไมกราฟที่เราสร้างถึงไม่ปังล่ะ…

เวลาผ่านไปหลายปี ผมมีประสบการณ์มากขึ้น ผ่านงานหลายตำแหน่ง ผ่านกราฟเป็นพันเป็นหมื่น จนพบหลักอะไรบางอย่าง

กราฟจะปังหรือไม่ปังนั้น มักมี 4 เหตุผลนี้เกี่ยวข้องเสมอ

4 เหตุผลนี้คืออะไร มาดูกันเลยครับ ^__^

(4 เหตุผลนี้ไม่กล่าวถึงประเด็นเรื่องสีและฟอร์แมตนะครับ เพราะExcel เวอร์ชันใหม่ๆ หรือโปรแกรม BI ต่างๆขจัดปัญหานี้ได้ระดับนึงแล้ว)

1 บอกทุกอย่างในกราฟเดียว

หนึ่งในแนวคิดที่ทำให้กราฟไม่ปังคือ

ต้องการแสดงทุกอย่างในกราฟเดียว

ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนริเริ่มแนวคิดนี้ แต่ไม่คิดว่าแนวคิดนี้ถูกต้อง

ถ้าข้อมูลมีแค่ 1-2 ประเภทและเกี่ยวเนื่องกัน การแสดงข้อมูลกราฟเดียวทำให้เห็นภาพรวมและความสัมพันธ์

อันนี้ผมเห็นด้วย 100%

แต่ถ้าข้อมูลมีตั้งแต่ 3 ประเภท การแสดงทุกอย่างในกราฟเดียว นอกจากทำให้กราฟไม่สวยแล้ว ยังทำให้กราฟดู “รก” และไม่สื่อประเด็นอะไรเลย

เช่น ถ้าต้องการแสดงข้อมูล Volume, Sales, GP, Margin ในกราฟเดียว

กราฟที่ได้จะหน้าตาแบบนี้

EverythingInOneGraph_170824.jpg

แว่บแรกที่เห็นกราฟนี้ คุณคิดยังไงครับ?

ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก…

ดูไม่รู้เรื่องใช่ไหมครับ!

กราฟนี้นอกจากไม่สวย ไม่สื่อ แล้วยังทำให้รู้สึกอึดอัดเวลาอ่านด้วย เพราะมันอ่านยาก

ควรจะปรับกราฟยังไงน่ะหรือครับ?

ง่ายมากครับ แค่แยกข้อมูลเป็น 4 กราฟ แบบนี้ครับ

SplitTo4Graphs_170824

การแยกกราฟแสดงข้อมูลทีละประเภท ทำให้เห็นเทรนด์ เห็นแพทเทิร์นกราฟที่ชัดเจน แถมอ่านง่ายกว่าแบบแรกอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ยังดูโปรและสวยงามอีกต่างหาก

สมองคนเราไม่สามารถแยกแยะข้อมูลหลายมิติด้วยเวลาอันสั้นได้ การแสดงข้อมูลทุกอย่างลงในกราฟเดียว นอกจากทำให้กราฟดูไม่โปรแล้ว ยังทำให้ผู้ฟังไม่อยากอ่านกราฟนั้นซ้ำ เพราะมันดูยาก

การแยกกราฟทีละข้อมูลอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

2 แสดงทุกองค์ประกอบกราฟ

กับดักแรกที่นักสร้างกราฟมือใหม่มักติดเสมอคือ

แสดงทุกองค์ประกอบลงในกราฟ

เพราะคิดว่า บอกทุกอย่างให้ชัดๆ จะได้ไม่โดนถาม

เช่น สร้างกราฟแล้วได้หน้าตาแบบนี้

ShowAllComponent_170824

แว่บแรกที่เห็นกราฟ รู้สึกยังไงกันครับ?

“รก” ใช่ไหมครับ

การบอกทุกอย่างลงในกราฟ นอกจากเกิดความซ้ำซ้อนแล้ว ยังทำให้กราฟดูรก

แล้วจะปรับยังไงน่ะหรือครับ?

จากตัวอย่างนี้ อาจปรับง่ายๆเป็นแบบนี้ครับ

Graph_Minimalist_170824

ดูดีขึ้นกว่าเมื่อกี๊เป็นกองใช่ไหมครับ ^__^

ผมไม่ได้ปรับอะไรเลย แค่ตัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งครับ

  • Data Label, Data Table, ตัวเลขที่แสดงในแกน Y บอกข้อมูลประเภทเดียวกัน มีอย่างเดียวก็พอ
  • Legend ไม่จำเป็นต้องมี เพราะข้อมูลมีแค่ประเภทเดียว และบอกไว้ใน Chart Title แล้ว (Peak Volume was in Q2)
  • Gridline ค่อนข้างเกะกะเมื่อเทียบกับรูปแบบกราฟ กราฟเส้นคือกราฟที่มีความเด่นน้อยมาก เพราะมันมีแค่เส้น การใช้ Gridline จะไปแย่งซีนกราฟเส้นเปล่าๆ

ในบางครั้ง ถ้าไม่รู้ว่าจะปรับกราฟยังไง ลองตัดสิ่งที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็นออก กราฟก็สวยขึ้นเป็นกองแล้วครับ ^__^

3 ใช้กราฟผิดประเภท

การสื่อสารด้วยภาพคือการสื่อสารที่ชัดเจนที่สุด

แต่ถ้าข้อมูลของเราเป็นตัวเลขล่ะ จะสื่อสารยังไงดี?

คำตอบคือสื่อสารด้วยกราฟ เพราะกราฟคือการแปลงตัวเลขให้เป็นภาพ

น่าเสียดายที่เราไม่ได้มีการเรียนการสอนเรื่องกราฟอย่างจริงจัง บางคนใช้กราฟเพราะเป็นไฟล์ที่ใช้ต่อๆกันมา ทั้งที่กราฟนั้นอาจไม่เหมาะกับข้อมูลก็เป็นได้

เช่น ข้อมูลยอดขายรายประเทศแบบนี้

SalesByCountry_170824.jpg

ถ้านำเสนอด้วยกราฟวงกลม กราฟจะหน้าตาแบบนี้

BadPieChart_170824.jpg

กราฟนี้ปังไหมครับ?

ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก…

ไม่ได้เรื่องเลยใช่ไหมครับ !

แม้แปลงตัวเลขให้เป็นภาพได้ แต่ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

เผลอๆการนำเสนอด้วยตารางอาจดูดีกว่าเสียอีก

มีจุดสังเกตนิดนึงคือ การวาง Legend ไว้ที่ด้านขวา มันไม่เวิร์คเลย เพราะการจะอ่านกราฟให้เข้าใจ ต้องหันซ้ายหันขวาไม่รู้กี่รอบ (หันจนหงุดหงิดเพราะจำไม่ได้ว่าประเทศไหนสีไหน)

กราฟนี้จะชัดเจนขึ้น ถ้านำเสนอด้วยกราฟบาร์

แบบนี้ครับ

BarChart_170824

แค่กราฟเปลี่ยน อารมณ์ก็เปลี่ยนใช่ไหมครับ ^__^

4 ไม่มีตัว “ดึงสายตา”

เส้นบางๆที่กั้นระหว่างกราฟธรรมดากับกราฟที่ดูปัง คือการ “ดึงสายตา”

การดึงสายตา คือการทำให้กราฟมีจุดโฟกัส เห็นกราฟแล้วตั้งคำถามว่า ตรงนี้มีอะไร ผู้พูดอยากจะบอกอะไร

หรืออีกนัยหนึ่งคือ ทำให้กราฟ “พูดได้”

มาดูตัวอย่างกัน…

BarChart_170824

กราฟนี้ดูโอเค

แต่ก็ได้แค่ “โอเค” เป็นแค่กราฟธรรมดา ไม่ใช่กราฟที่ดูแล้วโปร ดูแล้วปัง

ปรับยังไงให้กราฟดูแล้วปังน่ะหรือครับ?

คำว่า “ปัง” ไม่จำเป็นต้องเป็นกราฟไฮโซ สีสันสวยงาม หรูเลิศอลังการอะไรเลย

แค่เป็นกราฟที่สื่อความหมายก็พอแล้ว

จากกราฟเมื่อสักครู่ เราแค่ปรับเป็นแบบนี้ ก็ดูปังขึ้นเยอะแล้วครับ ^__^

Barchart_Highlight_170824.jpg

เห็นกราฟนี้แล้ว มีอะไรแว่บขึ้นมาไหมครับ?

ประเทศไทยอยู่อันดับ 2 ยอด 72

หรือไม่ก็

เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย?

ใช่ไหมครับ

การทำให้กราฟของประเทศไทยเป็นสีน้ำเงิน คือเทคนิคการดึงสายตา

การสร้างกราฟแบบนี้ดูมีสตอรี่ สามารถดึงสู่ประเด็นของผู้นำเสนอได้ง่าย

ตอนนำเสนอ ผู้พูดจะพูดประมาณว่า

“ยอดขายของประเทศไทยจัดเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค เป็นรองเพียงอินโดนีเซีย ถือว่า….”

นี่แหละครับ กราฟที่มืออาชีพเค้าทำกัน ^__^

อ้อ! กราฟนี้ผมไม่ได้นั่งเปลี่ยนสีประเทศไทยแบบแมนวลนะครับ ผมมีเทคนิคครับ

ทำยังไงน่ะหรือครับ?

ไม่ยากเลยครับ แค่แยกข้อมูลที่ต้องการไฮไลต์ออกมาเป็นซีรีส์นึง แบบนี้

SalesByCountry_Highlight_170824.jpg

จากนั้นเลือกกราฟแบบ Stacked Bar

StackedBarType_170824.jpg

กราฟนี้มี 2 ซีรีส์ พอสร้างด้วย Stacked Bar จะได้กราฟ 2 สีที่แยกกันแบบอัตโนมัติเลย แบบนี้

2SeriesBarChart.jpg

ง่ายสุดๆใช่ไหมล่ะ ^^

จากนั้นเราก็ปรับสี ตัดองค์ประกอบไม่จำเป็น (Legend, Gridline, Chart Title) ออก และเพิ่ม Data Label เข้าไป

ชะแว๊บ!

Barchart_BeforeReverse_170824

พอถึงจุดนี้ จะพบปัญหาว่า กราฟแสดงในทิศทางตรงข้ามกับข้อมูลในตาราง

(ในตารางแสดงข้อมูลจากมากไปน้อย แต่กราฟแสดงข้อมูลจากน้อยไปมาก)

นี่คือเรื่องปกติของกราฟบาร์ครับ ถ้าต้องการให้กราฟแสดงข้อมูลในทิศทางเดียวกับตาราง เราต้อง “หมุนแกน” ครับ

คำว่า “หมุนแกน” คือ คลิกขวาแกน Y เลือก Format Axis

แล้วเลือกออปชัน Categories in reverse order

CategoriesInReverseOrder.jpg

เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย ^__^

.

การทำให้กราฟ “พูดได้” เป็นเทคนิคที่บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังมักใช้กัน

เพราะทำให้กราฟสะดุดตา อ่านง่าย คล้ายกำลังบอกใบ้อะไรบางอย่าง

ใช้นำเสนอ ก็ดูชัดเจน เข้าใจง่าย คนฟังชอบ

ต้องการนำเสนอประเด็นใด ก็บอกให้ชัดเจนไปเลย อย่าปล่อยให้คนฟังเดาเอาเอง

เพราะคนฟังไม่ใช่ “เชอร์ล็อคโฮมส์”

ถ้าปล่อยให้เค้าเดาเอาเองมากๆ

เค้าอาจกลายสภาพเป็น “มือปืน” และเราอาจโดนยิงพรุนอยู่หน้าห้อง

ว่าแต่ “วัตสัน” หายไปไหนล่ะ !

ขอให้สนุกกับการสร้างกราฟที่โปรที่ปังกันทุกคนครับ ^__^

.

ใครสนใจกราฟทั้งหมดที่ผมสร้างขึ้นประกอบบทความ ดาวน์โหลดได้ฟรีจากลิงค์นี้ครับ ^__^

4ReasonMakeBadGraph_170824

.

หากคุณชอบบทความแนวนี้ สามารถอัพเดตบทความใหม่ๆโดยคลิก Like เฟสบุ๊คแฟนเพจ วิศวกรรีพอร์ต หรือคลิก ที่นี่

อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านเพื่อเป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะครับ ^__^