{Book Review} Unstructured วิธีคิดไร้กระบวนท่า

ผมเป็นแฟนหนังสือของพี่แท็ป (รวิศ หาญอุตสาหะ) พอเห็นหนังสือเล่มใหม่วางขาย ก็หยิบไปจ่ายเงินแบบไม่ต้องคิด

Unstructured วิธีคิดไร้กระบวนท่า” คือชื่อที่อยู่บนหน้าปก

ตอนต่อแถวรอจ่ายเงิน เพิ่งสังเกตว่าเป็นของสำนักพิมพ์ KOOB ซึ่งเจ้าของคือพี่เอ๋ นิ้วกลม ยิ่งเป็นการการันตีคุณภาพ

กลับมาบ้านพลิกอ่านพบว่ากระดาษดีมาก ฟอนต์สวยงามขนาดกำลังดี จัดหน้าเนียนตา ในมุมของคนอ่าน กระดาษดี รสสัมผัสดี ฟอนต์ดี เวลาอ่านฟิ้น ฟิน

ผมไม่มีความรู้เรื่องเนื้อกระดาษ แต่รสสัมผัสที่ได้คล้ายกับหนังสือจากสำนักพิมพ์ Openbooks จำได้ว่าพี่แท็ปเองก็เป็นแฟนของ Openbooks และเคยเอ่ยชมคุณภาพของกระดาษ เดาว่าน่าจะอยากให้หนังสือของตัวเองตีพิมพ์ด้วยกระดาษแบบนี้เช่นกัน

สไตล์การเขียนของพี่แท็ปเป็นแนวบทความสั้นจบในตอน เริ่มด้วยการชวนคุย มีเรื่องเล่าแฝงแง่คิด และจบด้วยคำคมของผู้มีชื่อเสียง ถ้าเคยอ่านเล่มอื่นก็จะพบว่าเป็นแนวนี้ คล้ายเป็น ‘ลายเซ็น’ ไปแล้ว

การเขียนสไตล์นี้มีข้อดี-ข้อเสีย ข้อดีคืออ่านง่าย สนุก ประทับใจ ข้อเสียคือถ้าเรื่องเล่าไม่สนุก หรือชวนคุยในโทนทึม ๆ บทความจะดูแกน ๆ ซึ่งเกิดขึ้นกับช่วงต้นของหนังสือ

“พี่แท็ปฟอร์มตก” คือความรู้สึกหลังอ่านได้ประมาณ 90 หน้า

คือไม่ได้แย่ แต่ไม่ค่อยประทับใจ โทนที่ผู้เขียนส่งมาคล้ายเป็นแนวเลคเชอร์มากกว่าชวนคุย พอโทนมาแบบนี้ มู้ดมันก็แข็ง ๆ

แต่พอผ่าน 90 หน้าแรก หรือเข้าสู่ Part 2 “เพราะเราเป็นโค้ชของใครบางคนเสมอ” พี่แท็ปเริ่มกลับมาท็อปฟอร์ม และมาพีคตอน Part 3 “คุณกำลังเล่าเรื่องอะไรให้ตัวเองฟัง” โทนที่ส่งออกมาเริ่มผ่อนคลาย เรื่องเล่าเริ่มมีสีสัน

บทความนึงที่ผมชอบอยู่ในส่วนนี้ชื่อว่า “Restart/ On-Off/ Format”

เปิดด้วยมุกตลกของเด็กวิดวะที่ชอบแซวกันว่าถ้าคอมพ์แฮงก์ให้ลองแก้ไข 3 ดาบ

ดาบแรก: รีสตาร์ต

ดาบสอง: ถ้ารีสตาร์ตไม่หาย ให้ปิดแล้วเปิดใหม่

ดาบสาม: ถ้าปิดแล้วเปิดใหม่ไม่หาย ให้ฟอร์แมตวินโดว์ไปเลย!

ชีวิตคนเราก็เช่นกัน ถ้าเหนื่อยมากก็นอนพัก หรือไปเที่ยวเป็นการรีสตาร์ตตัวเอง

ถ้าพักแล้วไม่หาย ลอง ‘ปิดแล้วเปิดใหม่’ โดยไปปฏิบัติธรรม

ถ้าไปปฏิบัติธรรมแล้วไม่หาย งั้นก็ต้อง ‘ฟอร์แมตตัวเอง’ โดยเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนนิสัย หรือเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม

บทความนี้กลมกล่อมมาก ทั้งเรื่องเล่าและแนวคิด คือมันใช่เลย บางทีพักเท่าไรก็ไม่หาย ผ่อนคลายจนหย่อนเป็นท้องช้างก็ยังเหมือนเดิม งั้นเหลือวิธีเดียวคือฟอร์แมตตัวเอง

Part 3 ว่าพีค Part 4 ก็ดีต่อเนื่อง เป็นบทความเชิงให้กำลังใจ บังเอิญผมอ่านส่วนนี้ตอนเช้ามืด อ่านแล้วมีพลังทั้งวัน

ส่วนนี้มีเล่าเรื่องของที่แท็ปที่สร้างซิกซ์แพ็กได้ใน 30 วัน ทั้งที่ตอนนั้นงานของบริษัทศรีจันทร์ก็ยุ่งมาก ต้องอัดพ็อดแคสต์วันละสองตอน เตรียมตัวพูดในทอล์กโชว์ครั้งใหญ่ แถมต้องซ้อมวิ่งมาราธอนโดยมีเป้าหมายคือต่ำกว่า 4 ชั่วโมง ผลคือทำได้ทั้งหมด!
อ่านแล้วสำเหนียกว่าพี่แท็ปทำสิ่งที่ยากมากสำเร็จได้ ผมเองก็ต้องทำสิ่งตรงหน้าให้ได้

Part 5 เป็นเรื่องความสัมพันธ์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว อ่านแล้วก็สะท้อนตัวเองที่เอาคำว่า “ทำงาน” มาเป็นข้ออ้างเสมอ

“พ่อทำงานอยู่ลูก” คือประโยคตัดจบเวลาลูกชวนเล่น

บทความเรื่อง “คำสารภาพของคนบ้างาน” แม้เคยฟังในพอดแคสต์ แต่พอละเลียดในเวอร์ชันนี้คล้ายทุกตัวหนังสือเสียดแทงใจ เสมือนเป็น ‘ไฟเหลือง’ ส่งสัญญาณว่าเวลาวัยเด็กของลูกผ่านแล้วผ่านเลย เรียกคืนไม่ได้

คนที่กำลังจะตายไม่มีใครเสียใจที่ทำงานน้อยเกินไป มีแต่เสียใจที่มีเวลาให้คนที่รักน้อยเกินไป …

อันที่จริงหลายบทความเคยฟังมาจากพ็อดแคสต์ของ Mission to the Moon แล้ว แต่พอมาอ่านเวอร์ชันตัวหนังสือมันก็เป็นอีกอารมณ์นึง

ถ้าเปรียบการฟังพ็อดแคสต์เป็นครูสอนในห้อง การอ่านเวอร์ชันหนังสือก็คือการทบทวนก่อนสอบ ส่วนการสอบก็คือชีวิตจริง

ดีใจที่ได้อ่าน และแนะนำให้อ่าน

ขอบคุณพี่แท็ปที่เขียนหนังสือเล่มนี้ แม้ตอนเขียนจะมีภารกิจท่วมท้นก็ยังสละเวลาเขียนจนจบเล่ม Super Productive ตัวจริง เสียงจริง

หืมม์.. ลองแก้ 3 ดาบแล้วคอมพ์ยังไม่หายหรือครับ งั้นลองเอาไปวางหน้าบ้าน รับรองหายแน่นอน ^^

ถ้าคุณชอบการรีวิวหนังสือสไตล์นี้ อัพเดตรีวิวใหม่ได้ในเฟซบุ๊กเพจวิศวกรรีพอร์ต