ครูใหญ่ในภาพจำของคุณเป็นยังไง?
น่าจะเป็นชายวัยกลางคน ใบหน้าเคร่งขรึม นัยน์ตาคมกริบ
เวลาเดินผ่าน เด็ก ๆ จะทำตัวลีบ หรือเดินหลบข้างทาง
แต่ไม่ใช่กับครูใหญ่คนนี้ ดร.ฟิทซ์ (Dr. Fitz)

ดร.ฟิทซ์ มีรอยยิ้มเปื้อนหน้าเสมอ เวลาเดินผ่าน เด็ก ๆ จะเดินเข้ามาคุย ปล่อยมุขตลกเฮฮา
เด็ก ๆ หาตัวดร.ฟิทซ์พบได้ง่ายมาก เพราะห้องของเขาอยู่ใกล้บันไดกลาง ซึ่งเป็นที่ ๆ เด็กทุกคนต้องเดินผ่าน
หรือช่วงเวลากลางวัน ดร.ฟิทซ์ก็จะมากินข้าวในโรงอาหารที่เดียวกับเด็ก ๆ และมักจะมีคนเดินเข้าไปคุยขำ ๆ ตามมาด้วยเสียงหัวเราะครืนใหญ่
เวลามีงานโรงเรียน และดร.ฟิทซ์กำลังจะขึ้นกล่าวเปิดงาน เด็ก ๆ จะปรบมือ ตามมาด้วยเสียงกรี๊ดกร๊าด
ตอนผมไปงานโรงเรียนครั้งแรก รู้สึกงงกับภาพที่เห็นมาก คิดว่าคงเป็นเฉพาะงานนี้ แต่ไม่ใช่
ทุกครั้งที่ดร.ฟิทซ์ขึ้นเวที เด็ก ๆ จะกรี๊ดกร๊าด โห่ร้องเสียงดัง อารมณ์ราวศิลปินกำลังขึ้นคอนเสิร์ต
ครั้งหนึ่งโรงเรียนให้เขียนเรียงความเรื่องไอดอลของฉัน ซึ่งไอดอลคนนั้นก็น่าจะเป็นคนที่มีชื่อเสียง เป็นนักร้อง นักกีฬา หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
แต่ไอดอลของเด็กหลายคนที่นี่กลับเป็นดร.ฟิทซ์
อ่านไม่ผิดหรอก, ไอดอลของเขาคือครูใหญ่
(ดร.ฟิทซ์เป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนนานาชาติ D-PREP)
ดร.ฟิทซ์จำชื่อเด็กในโรงเรียนได้ทุกคน ไม่ใช่แค่ชื่อ แต่จำได้ด้วยว่าเด็กคนนี้เรียนชั้นไหน มีความถนัดด้านใด แม้เด็กคนนั้นจะเพิ่งเข้ามาใหม่ก็ตาม
ลูกสาวผมเล่าให้ฟังว่า ถ้าเด็กคนไหนมีปัญหา เดินเข้าไปคุยกับดร.ฟิทซ์ได้เลย
คือไม่ต้องเตรียมตัว ไม่ต้องเรียบเรียงคำพูดใด ๆ แค่ไปชะโงกหน้าดูว่าดร.ฟิทซ์ยุ่งอยู่หรือเปล่า ถ้าเค้าดูสบาย ๆ ก็ผลักประตูเข้าไปคุยได้เลย จะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็คุยได้หมด
เวลาคุยกับเด็ก ๆ ดร.ฟิทซ์จะไม่คุยที่โต๊ะทำงาน แต่จะชวนมาคุยที่โซฟาข้าง ๆ เขาจะทิ้งตัวลงสบาย ๆ คล้ายทิ้งตัวบนโซฟาที่บ้าน แล้วให้เด็กเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น
เค้าจะฟังอย่างตั้งใจ แล้วแสดงความเห็นเพื่อหาทางออกร่วมกัน
ครั้งหนึ่งลูกสาวผมทำอะไรบางอย่างผิดพลาดไป ผมจึงติดต่อขอนัดพบดร.ฟิทซ์เพื่ออธิบายและขอโทษสิ่งที่เกิดขึ้น
ผมเกือบเดินเลยห้องดร.ฟิทซ์ เพราะนึกว่าห้องเรียน
คือถ้าไม่ดูป้ายด้านหน้าจะไม่รู้เลยว่าห้องครูใหญ่ เพราะเหมือนห้องเรียนเล็ก ๆ ใจกลางโรงเรียน
ดร.ฟิทซ์ต้อนรับผมด้วยรอยยิ้ม เราจับมือกัน จากนั้นพาผมมาที่โซฟา และฟังเรื่องราวโดยไม่พูดขัดใด ๆ
ระหว่างที่ผมพูด เขาฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้าตามเป็นระยะ ขยับมือเข้าหากันคล้ายบอกให้ผมพูดต่อ
เป็นการคุยที่มีบรรยากาศดีมาก แม้เรื่องที่คุยจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ตาม
“ผมต้องขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น ครั้งนี้ลูกสาวผมทำผิดไปจริง ๆ” ผมกล่าวพร้อมทำหน้าเจื่อน
ดร.ฟิทซ์ปัดมือลงเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ใครบ้างไม่เคยทำผิด เมื่อวานผมก็เพิ่งทำผิด”
“ถ้าวัดกันที่จำนวนการทำผิด ผมน่าจะเป็นคนที่ทำผิดมากที่สุดในโลกแล้วมั้ง” ว่าแล้วดร.ฟิทซ์ก็หัวเราะ”
“โรงเรียนเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าลูกสาวของคุณมีศักยภาพ เรามาช่วยกันทำความฝันของเธอให้เป็นจริง” แล้วดร.ฟิทซ์ก็ยื่นมือให้ผม
ผมคงไม่สามารถคาดหวังอะไรที่ดีไปกว่านี้ได้แล้ว