10 สิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือ 200 เล่ม

ผมเริ่มจดบันทึกว่าอ่านหนังสืออะไรบ้างตั้งแต่ปี 2018
จนเมื่อวานนี้ เพิ่งรู้ตัวว่าอ่านไปแล้ว 200 เล่ม!

มาสรุปกันว่าผมได้อะไรจากการอ่านบ้าง 🙂

[ 1. อัลบัมหนังสืออ่านแล้ว ]

เมื่ออ่านจบเล่ม ผมจะถ่ายรูปหนังสือ แล้วเก็บไว้ในอัลบัมภาพของมือถือ (ภาพปกของบทความ)

รวมทั้งเขียนบันทึกสั้น ๆ (ผมบันทึกในแอป Notes ของ iPhone) ว่าอ่านหนังสืออะไร อ่านจบวันไหน เช่น

Building a second brain; Tiago Forte; แปลโดย รินทร์ลิตา ศรีโรจนภิญโญ; May 2, 2024

พับผ่า บาร์เทนเดอร์; วินทร์ เลียววาริณ;; May 17, 2024

แนะนำให้บันทึกวันอ่านจบด้วย เพราะทำให้รู้ว่าใช้เวลาอ่านนานเท่าใด (เทียบกับวันอ่านจบของเล่มก่อน)

การบันทึกว่าอ่านแล้วคือความภูมิใจ คือการเติมกำลังใจ ทำให้อ่านหนังสือได้มากขึ้น 😊

[ 2. จำได้ 30 เล่ม ]

แม้อ่านไป 200 เล่ม แต่ผมจำเนื้อหาได้เพียง 30 เล่ม 😭

30 เล่มที่ว่า คือเล่มที่เขียนรีวิวนั่นเอง

พออ่านหนังสือติดกันหลายเล่ม ผมพบว่าจำเนื้อหาไม่ได้

จึงเริ่มเขียนรีวิวหนังสือลงในบล็อกและเพจวิศวกรรีพอร์ต พบว่าจำเนื้อหาได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บางเล่มเขียนรีวิวไว้หลายปี พอกลับมาอ่านที่ตัวเองเขียน เหมือนเปิดลิ้นชัก แล้วพบไดอารี ความรู้สึกและเนื้อหาที่เคยอ่านก็กลับมา คล้ายเพิ่งอ่านจบเมื่อวาน 🙂

ในทางตรงข้าม เล่มที่ไม่ได้เขียนรีวิว ผมจำเนื้อหาแทบไม่ได้ บางเล่มจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยอ่าน 😅

[ 3. อ่านให้จบในสองสัปดาห์ ]

ผมอ่านหนังสือ 200 เล่ม โดยใช้เวลา 7 ปี

ปีที่ 1: 30 เล่ม
ปีที่ 2: 60 เล่ม
ปีที่ 3: 50 เล่ม
ปีที่ 4: 22 เล่ม
ปีที่ 5: 16 เล่ม
ปีที่ 6: 13 เล่ม
ปีที่ 7: 9 เล่ม (นับถึงเดือนสิงหาคม 2024)

ใช่, ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งอ่านน้อยลง

ช่วงปีแรก ผมตั้งเป้าว่าอ่านเดือนละ 2 เล่ม สุดท้ายเกินเป้า

ปีที่สอง ผมตั้งเป้าให้ท้าทายขึ้น อ่านสัปดาห์ละเล่ม ยังคงเกินเป้า

ปีที่สาม ผมยังคงตั้งเป้าอ่านสัปดาห์ละเล่ม ตกเป้าเล็กน้อย

ตั้งแต่ปีที่สี่เป็นต้นมา ผมอ่านหนังสือน้อยลงเยอะมาก ส่วนนึงเพราะขี้เกียจ อีกส่วนนึงคือไม่ตั้งเป้าหมาย

การไม่ตั้งเป้าทำให้ตัวเองเลื่อนลอย อ่านก็ได้ ไม่อ่านก็ได้ สุดท้ายก็เละ 😅

ที่ไม่ตั้งเป้า เพราะสามปีอ่านไป 140 เล่ม พบว่าจำเนื้อหาแทบไม่ได้

จึงเปลี่ยนใหม่ โดยอ่านแล้วต้องเขียนรีวิวด้วย พบว่าจำได้ดีขึ้น

แต่การเขียนรีวิวใช้เวลาหลายชั่วโมง บางเล่มใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม ๆ (นานกว่าอ่านอี๊ก 😅)

ผมจึงเขียนรีวิวเฉพาะเล่มที่ชอบ

ด้วยความที่ต้องเผื่อเวลาเขียนริวิว ทำให้อ่านหนังสือได้น้อยลง

จากการอ่านหนังสือจริงจังหลายปี ผมพบว่าควรอ่านหนังสือให้จบภายใน 2 สัปดาห์

ทำไมต้อง 2 สัปดาห์?

เหตุผลง่าย ๆ เพราะถ้านานกว่านั้นสมองจะรู้สึกเบื่อ รู้สึกว่าไม่จบสักที หรืออยากทำอย่างอื่นแล้ว

อ่านจบใน 2 สัปดาห์ เดือนนึงก็ 2 เล่ม ปีนึงก็ 24 เล่ม

งั้นตั้งเป้าปีละ 24 เล่มละกัน

หืม, ปีนึงมี 52 สัปดาห์ ต้องตั้งเป้า 26 เล่ม?

24 เล่มละกัน หยวน ๆ น่า วัดผลง่ายกว่าด้วย 😁

[ 4. เซ็ตเวลาอ่านให้ตัวเอง ]

คุณรุตม์ (อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์) ญาติน้ำหมึกไฟฟ้าของผมเคยบอกว่า เค้าเลิกตั้งเป้าอ่านหนังสือแบบเป็นเล่มไปแล้ว

เพราะตั้งไปก็กดดันตัวเอง แถมจะแอบ ‘โกง’ โดยการอ่านเล่มบาง ๆ แทนที่จะอ่านเล่มหนา ๆ

ผมเห็นด้วยเลย เพราะผมก็ทำแบบนั้นประจำ 😁

คุณรุตม์บอกว่า ควรตั้งเป้าว่าจะอ่านวันละกี่นาที หรือเซ็ตเวลาไปเลยว่าจะอ่านตอนไหนบ้าง

สำหรับผม ไม่ได้เซ็ตเป็นนาที แต่เซ็ตเป็นช่วงเวลา

ผมจะเซ็ตไว้สองช่วงเวลา คือช่วงพักเที่ยงกับก่อนนอน

ถ้าวันไหนอยู่บ้าน หลังกินข้าวเที่ยง ผมจะอ่านหนังสือประมาณ 20-30 นาที

รวมทั้งอ่านก่อนนอน จุดประสงค์เพื่ออ่านให้ลูกเห็น (อยากให้ลูกมีนิสัยรักการอ่าน) และบังคับให้ตัวเองห่างจากมือถือ

ผมไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะอ่านวันละกี่นาที (เพราะตั้งยาก) ยังคงตั้งเป้าเป็นเล่มเหมือนเดิม

เหตุผลที่ตั้งเป้าเป็นเล่ม เพราะวัดผลง่ายและจับต้องได้นั่นเอง 🙂

[ 5. ตั้งเป้าอ่านวันละ 1 หน้า ]

“อยากอ่านหนังสือนะ แต่ไม่ค่อยมีเวลาเลย”

คือประโยคที่ได้ยินบ่อยมาก

ผมมองว่าการอ่านหนังสือคือนิสัย และนิสัยคือสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมา

การสร้างนิสัยนั้นง่ายมาก วิธีสร้างคือทำทุกวัน และทำอย่างต่อเนื่อง

ผมตั้งเป้ากับตัวเองว่า “จะอ่านหนังสือให้ได้ทุกวัน วันละหนึ่งหน้า”

ดังนั้น ทุกคืนก่อนนอน ผมจะอ่านหนังสือเสมอ โดยบอกกับตัวเองว่า “อ่านเหอะ หน้าเดียว”

(แต่ต้องเป็นหน้าเดียวแบบมีสมาธินะ ไม่ใช่อ่านแบบขอไปที)

พออ่านได้หน้านึง ก็จะบอกกับตัวเองว่า “อีกหน้าละกัน”

รู้ตัวอีกทีก็ครึ่งชั่วโมง

ยิ่งเป็นนิยายนักสืบ รู้ตัวอีกทีเกือบจบเล่ม 😁

พออ่านทุกคืนก่อนนอนไปเรื่อย ๆ สักพักก็จะกลายเป็นนิสัย แล้วก็จะหยิบมาอ่านโดยอัตโนมัติ

แต่ถ้าวันไหนขี้เกียจ ก็บอกกับตัวเองว่า

“ขอแค่หน้าเดียว” 🙂

[ 6. อ่าน คือทักษะที่ต้องฝึก ]

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเรากับเพื่อนอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน แต่เพื่อนจับ ‘อะไร’ ได้มากกว่าเรา

ผมพบว่า การอ่านคือทักษะที่ต้องฝึก และต้องฝึกตลอดชีวิต

ยิ่งอ่านหนังสือมากเท่าไร ยิ่งอ่านเล่มใหม่เข้าใจมากขึ้นเท่านั้น

ผมไม่ได้พูดถึงความเร็วในการอ่าน แต่หมายถึงจังหวะการอ่าน หรือการจับประเด็น

เหมือนที่คุณวินทร์ เลียววาริณ ชอบใช้คำว่า “อ่านระหว่างบรรทัด”

แปลง่าย ๆ ว่า “อ่านเอาเรื่อง”

ใช่, คล้ายวิชาอ่านเอาเรื่อง สมันเราเรียนประถมนั่นแหละ

ยิ่งเราอ่านหนังสือมากเท่าไร ยิ่งมีทักษะตรงนี้มากขึ้น

เช่น อ่านหนังสือเกี่ยวกับการบริหารเวลา ถ้าเคยอ่านมาแล้ว 3 เล่ม พออ่านเล่มที่ 4, 5 จะพบว่าอ่านได้เร็วขึ้น เพราะเนื้อหาคล้าย ๆ กัน มองเห็นจุดเหมือนหรือจุดต่างของแต่ละเล่ม

ถ้าเคยอ่านนิยายนักสืบมาแล้ว 5 เล่ม พออ่านเล่มที่ 6 จะเริ่มจับได้ว่าคนเขียนแอบ ‘โรยกิ่งไม้’ ให้ตอนไหน เราจะปะติดปะต่อ หรือเดาฆาตกรได้เก่งขึ้น

มีช่วงนึงผมขี้เกียจ ว่างเว้นจากการอ่านหนังสือไปสามเดือน พอกลับมาอ่านใหม่ รู้สึกว่าอ่านช้าลงมาก จังหวะการอ่านหายไปหมด

บางครั้งอ่านแล้วติดขัด เหมือนคนไม่ถนัดภาษา (ทั้งที่อ่านภาษาไทย)

แต่พออ่านไปอีกสองเดือน จังหวะการอ่านก็กลับมาเหมือนเดิม 🙂

[ 7. อ่าน ฝึกสมองมากกว่า ดู ]

ผมรู้สึกว่า คนอ่านหนังสือยุคนี้ มีสัดส่วนน้อยกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน

คงเพราะยุคนี้มีคลิปวิดีโอและซีรีส์เยอะกว่ายุคนั้น

เนื้อหาเดียวกัน ถ้ามีให้เลือกทั้งแบบ ‘ดู’ กับ ‘อ่าน’

คนส่วนใหญ่คงเลือกดู เพราะใช้พลังใจน้อยกว่าอ่าน

แต่ในแง่ของการฝึกสมองแล้ว การอ่านเป็นการฝึกสมองที่ดีกว่าเยอะมาก

การดูจะมีลักษณะ ‘ปล่อยไหล’ คือต่อให้เราไม่ตั้งใจ คลิปก็จะไหลไปเรื่อย ๆ

แต่การอ่านไม่ใช่ ถ้าปล่อยไหลคือหยุดอ่าน เพราะการอ่านไหลเองไม่ได้

การอ่านที่ดีจะฝึกจินตนาการ ยิ่งอ่านนิยายยิ่งเห็นชัด ต้องจินตนาการฉาก จินตนาการหน้าตาตัวละคร

แถมจินตนาการของแค่ละคนก็ไม่เหมือนกัน (มันเลยมีเสน่ห์ตรงนี้แหละ 😊)

ผมไม่ได้ต่อต้านการดู ตัวผมเองก็ชอบดู(หนังและคลิปวิดีโอ)เช่นกัน

แต่ผมพบว่าสองสิ่งนี้ทำควบคู่กันได้ และควรทำคู่กัน

เช่น อยากฝึกใช้ฟีเจอร์ใหม่ของ Power BI ถ้าเริ่มจากการอ่าน เราจะงง เพราะนึกภาพไม่ออก

ให้เริ่มจากการดูคลิปก่อน เพื่อให้เห็นภาพว่าฟีเจอร์นี้คืออะไร ใช้กับเคสแบบไหน

แต่ถ้าอยากลงลึกว่าฟีเจอร์นี้มีข้อจำกัดยังไง หรือนำไปประยุกต์แบบซับซ้อนยังไง ควรใช้วิธีอ่าน

เพราะเนื้อหาลึกแบบนี้ไม่ค่อยมีคนทำคลิป และการอ่านทำให้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนกว่า 😊

[ 8. อย่าอ่านแค่สรุป ให้อ่านทั้งเล่ม ]

ทุกวันนี้มีคนสรุปหนังสือให้เยอะมาก แถมสรุปดีด้วย

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าเราไม่ควรอ่านแค่สรุป แต่ควรอ่านทั้งเล่ม

ทำไม?

เพราะแต่ละคนมีทักษะการอ่านที่แตกต่างกัน (ดังที่เขียนในข้อ 6) และแต่ละคนก็มีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน

การสรุปหนังสือไม่ใช่ย่อความ ต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้สรุปด้วย

และด้วยความที่ต้องสรุป จึงตัดทอนรายละเอียดลง ปัญหาคือแต่ละคนให้ความสำคัญของรายละเอียดแตกต่างกัน

บางคนมองว่าตรงนี้ไม่สำคัญ ก็ตัดทิ้ง

แต่ตรงที่ตัดทิ้ง อาจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราก็ได้!

หลายครั้งที่ผมอ่านสรุป แล้วมาอ่านเล่มจริง พบว่าการสรุปนั้นไม่ใช่สิ่งที่หนังสือต้องการสื่อออกมาเลย

ไม่ได้แปลว่าคนสรุปหนังสือผิด เพียงแต่ผมกับคนสรุปหนังสือตีความในมุมที่แตกต่างกัน

ผมจึงมองว่า ถ้าชอบหนังสือเล่มใด ให้อ่านหนังสือเล่มนั้นเต็ม ๆ ทั้งเล่ม จะได้เนื้อหาและอรรถรสที่ดีกว่าเยอะมาก 😊

ยิ่งผมเคยศึกษากระบวนการทำหนังสือ ทำให้รู้ว่ากว่าจะออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม ผู้เขียนต้องกลั่นสมองและทุ่มเทแรงใจเยอะมาก

ทั้งการวางโครงเรื่อง การลำดับเรื่องราว การเปิด-ปิด การทำให้คนอยากอ่านต่อ ทุกอย่างถูกวางไว้หมดแล้ว

อ่านทั้งเล่มดีกว่าครับ 😊

[ 9. อ่านอีบุ๊กสะดวกกว่า ]

จากการอ่านหนังสือ 200 เล่ม ทำให้เจอปัญหานึงคือ ไม่มีที่เก็บ!

ยังไม่รวม ‘กองดอง’ อีกร้อยกว่าเล่มที่ยังไม่แม้จะแง้มอ่าน 😅

ถึงผมจะบริจาคไปบ้าง แต่หนังสือในบ้านก็เต็มจนล้นตู้

ผมจึงแก้ปัญหาด้วยอีบุ๊ก และซื้ออีบุ๊กรีดเดอร์มาอ่าน (รุ่นที่ใช้คือ Boox Tab Mini C)

พบว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ทุกวันนี้ผมไม่ซื้อหนังสือใหม่เป็นเล่มอีกเลย ซื้อแบบอีบุ๊กเท่านั้น

นอกจากมีข้อดีเรื่องความสะดวกแล้ว น้ำหนักยังน้อยกว่ามาก

ตอนอ่านหนังสือเรื่อง Sapiens อ่านด้วยความลำบาก เพราะหนังสือหนา 600 หน้า ทั้งหนาและหนัก ถือมือเดียวไม่ไหว 😭

แต่ถ้าเป็นอีบุ๊ก จะอ่านเล่มไหนก็หนักเท่ากัน ถือมือเดียวสบาย 😊

อ้อ, ผมไม่แนะนำให้อ่านอีบุ๊กผ่านมือถือหรือไอแพดนะ เพราะอ่านนาน ๆ จะปวดตา ยิ่งอ่านก่อนนอนจะทำให้นอนไม่หลับ

อ่านหนังสือเล่ม หรืออ่านผ่านอีบุ๊กรีดเดอร์ดีกว่าครับ 🙂 (ไม่ได้ค่าโฆษณา)

[ 10. ยิ่งอ่าน ยิ่งมีประสิทธิภาพ ]

“เอาเวลาอ่านหนังสือไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั๊ง” ผมจำไม่ได้ว่าใครพูดประโยคนี้กับผม แต่แน่ใจว่าคนพูดไม่ค่อยอ่านหนังสือ

จากการอ่านจริงจังมา 7 ปี คุณคิดว่าปีไหนคือปีที่ผมมีประสิทธิภาพ (Productivity) มากที่สุด?

คำตอบคือปีที่ 2

ใช่, ปีที่อ่านเยอะสุด
60 เล่มนั่นแหละ!

ดูขัดแย้งเนอะ ใช้เวลาอ่านหนังสือเยอะแต่กลับมีประสิทธิภาพ

ผมเองก็ไม่รู้คำตอบ แค่คิดว่าการอ่านหนังสือคือต้นน้ำในการสร้างนิสัยที่ดี

ผมสังเกตตัวเองว่า ช่วงที่อ่านหนังสือเยอะ ๆ จะแอกทีฟมาก

คล้ายกับว่าการอ่านหนังสือได้กระตุ้นให้ทำอย่างอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นงาน การทำคลิป การเขียนบทความ หรือการศึกษาความรู้ใหม่ ๆ

ในทางตรงข้าม ช่วงที่อ่านหนังสือน้อย ๆ (เช่น ปีที่แล้ว) ผมจะเฉื่อยชา ไม่ค่อยกระตือรือร้น ไม่ค่อยกล้าทำสิ่งใหม่

จะบอกว่าการอ่านหนังสือนำมาซึ่งนิสัยอื่นที่ดีก็มิผิด

คุณไม่เชื่อ?

งั้นลองอ่านหนังสือทุกวันครับ 😊

วิศวกรรีพอร์ต

คนธรรมดาผู้มีประสบการณ์ทำงานหลากหลายตำแหน่ง คลุกคลีกับการทำรีพอร์ตมาโดยตลอด สุดท้ายค้นพบแนวทางของตัวเอง จึงอยากแบ่งปันเคล็ดลับและประสบการณ์ให้กับผู้สนใจ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.