คุณจำโมเมนต์ดีใจที่สุดในชีวิตได้ไหมครับ?

แต่ละคนอาจมีโมเมนต์ต่างกัน บางคนอาจมีหลายโมเมนต์

แต่โมเมนต์ที่น่าจะมีคล้าย ๆ กันคือ วินาทีที่ขี่จักรยานได้

“พ่อขา พ่อมาตรงนี้หน่อยค่ะ” ลูกสาววัยห้าขวบถูลู่ถูกังลากพ่อไปยังมุมหนึ่งของห้างเทสโก้ใกล้บ้าน
“หนูอยากได้จักรยานคันนี้ค่ะ” เด็กน้อยชี้มือไปที่จักรยานลายเอลซ่าสีฟ้าสดใส มีสี่ล้อแบบถอดล้อข้างได้
“พ่อว่ามันใหญ่ไปนะลูก”
“ไม่ใหญ่ ไม่ใหญ่” เธอรีบค้าน

“หนูอยากได้จริงเหรอ?”
“จริงค่ะ”
“หนูลองขี่ให้พ่อดูได้ไหม”
“ได้ค่ะ”
มิรันรีบกุลีกุจอขึ้นคร่อมจักรยาน แล้วปั่นดังเอี๊ยด ๆ
“พ่อว่ามันใหญ่ไปนิดนึงนะลูก เดี๋ยวรอโตหน่อยค่อยมาซื้อดีไหมลูก” ผมสังเกตว่าตอนยืนคร่อม เธอต้องเขย่งขา
“ไม่เอา ไม่เอา หนูจะเอาคันนี้”

ผมมองหาจักรยานแบบเดียวกันที่เล็กกว่า พบว่าคันนี้เล็กที่สุดแล้ว
ด้านหน้าคือเด็กหญิงตัวน้อยที่ส่งสายตาวิงวอนถึงขีดสุด
ด้านข้างคือภรรยา เธอส่งสายตา แล้วแต่ยู
“อืมม์… ถ้าปรับอานลงมา ขาหนูน่าจะถึง”
“ใช่ค่ะ ๆ ปรับอานลงมา”
มิรันพูดพร้อมแสดงท่าทางว่าขาเธอเหยียบถึงพื้น
“แต่หนูต้องสัญญากับพ่อก่อนนะ”
“สัญญาอะไรคะ?”
“พอซื้อแล้ว พ่อจะถอดล้อข้างออก หนูต้องหัดขี่แบบสองล้อ ตกลงไหม?”
“ตกลงค่ะ”

2 ปีผ่านไป ล้อข้างยังอยู่ที่เดิม

“มิรัน เมื่อไรจะถอดล้อจักรยานออกล่ะลูก”
“ไม่เอา หนูกลัวล้ม”
“หนูใส่สนับเข่ากับสนับศอกก็ได้ พ่อซื้อให้แล้วไง”
“ไม่เอา หนูใส่แล้วขี่ไม่ถนัด”
“หนูสัญญากับพ่อว่าจะถอดล้อตั้งแต่ตอนซื้อ ผ่านมาจะสองปีแล้วยังไม่ถอดเลยนะลูก”
“แต่.. หนู.. กลัว .. เจ็บ..”
“เอางี้ ตอนนี้หนูเรียนออนไลน์ที่บ้านใช่ไหม หนูก็มาฝึกขี่กับพ่อ พอกลับไปเรียนที่โรงเรียน หนูก็ขี่เป็นแล้ว ดีไหม”
“หนูจะขี่ได้จริงๆหรือ” มิรันทำเสียงไม่มั่นใจ
“ได้สิ เพื่อนหนูขี่ได้ หนูก็ขี่ได้”
“งั้น ถ้าจะถอดล้อ พ่อต้องให้หนูช่วยถอดด้วยนะ”
“ดีล !”
แล้วพ่อลูกก็เกี่ยวก้อยกัน

ณ ถนนหน้าบ้าน
“โอเค พ่อจับอานด้านหลังแล้ว ไม่ล้มแน่นอน ถีบเลย”
“พ่อจับตรงแฮนด์ไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้ ถ้าจับตรงแฮนด์ หนูจะไม่ทรงตัว จับด้านหลังแบบนี้แหละดีแล้ว”
“พ่อห้ามปล่อยนะ”

คนในหมู่บ้านยืนยิ้ม เมื่อเห็นเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบขี่จักรยานเซไปเซมาพร้อมกับพ่อที่วิ่งกระหืดกระหอบจับอานด้านหลัง

ผ่านไปสิบนาที เหนื่อยมาก
ไม่ใช่ลูกหรอก พ่อนี่แหละ !

“มิรัน พ่อว่าหนูพอมีทักษะแล้ว เดี๋ยวพอขี่ไปแป๊ปนึงพ่อจะค่อย ๆ ปล่อยมือนะ”
“ไม่เอา พ่อห้ามปล่อย”
“พ่อจะค่อย ๆ ปล่อยลูก ยังช่วยจับอยู่”
“ไม่เอา ไม่เอา พ่อห้ามปล่อย”
“หนูทำได้ เชื่อพ่อสิ”

คนในหมู่บ้านอาจตกใจ ที่ได้ยินเสียงเด็กน้อยตะโกนโหวกเหวก
“พ่อห้ามปล่อย พ่อห้ามปล่อย”
กลายเป็นว่า ถ้าเริ่มผ่อนแรงจับอาน มิรันจะรู้ตัว จักรยานก็เซทันที
แล้วหนังก็ฉายซ้ำแบบนี้ทุกวัน ก็ยังขี่ไม่เป็น …

“มิรันดูน้องคนนั้นสิ เค้าขี่จักรยานเป็นแล้วนะ” ผมชี้ให้มิรันดูเด็กผู้ชายที่ขี่จักรยานสองล้อ พลางยกมือปาดเหงื่อ เพราะเหนื่อยที่ต้องจับอานแล้ววิ่งตาม
“ระพีนี่นา” มิรันร้อง
“พามิรันมาหัดขี่จักรยานหรือบิว” ทิพย์ผู้เป็นแม่ของระพีกล่าวทักทายผม
“ใช่ ฝึกมาหลายวันแล้ว ไม่เป็นซักที ขี้กลัวเกิ๊น” ผมตอบขณะที่ยังหอบ
“ค่อย ๆ หัด เดี๋ยวก็เป็น” ทิพย์ให้กำลังใจ
“ระพีเก่งจัง ขี่เป็นแล้ว”
“นี่ก็หัดอยู่หลายวันนะ ขี้กลัวเหมือนกัน”
ทิพย์บุ้ยหน้าไปทางระพี
“หัดยังไงเหรอทิพย์?”
“ก็ยกสองล้อข้างขึ้นสูงหน่อย ตอนแรกก็เซไปเซมา พอจะล้ม ล้อด้านข้างก็รับไวัทัน แป๊ป ๆ ก็เป็นนะ”
“ลองให้มิรันหัดแบบนี้บ้างไหม?”
ทิพย์เสนอ
“ผมว่ายกล้อสูงแบบนี้ พอจะล้ม ล้อด้านข้างก็จะรับไว้ เดี๋ยวเค้าจะไม่พยายามทรงตัว ถอดล้อเลยดีกว่า ฮาร์ดคอร์หน่อย จะได้เจอความลำบากบ้าง”
“เอางั้นเลยหรือบิว”
“เอางั้นแหละ เป็นลูกผม ต้องอดทน”
ผมพูดแล้วก็ยิ้ม

ผ่านไปอีกสัปดาห์ ยังไม่มีวี่แววว่าจะขี่ได้ มิรันเริ่มอิดออด เริ่มไม่อยากฝึก
ผมนึกถึงวิธีของทิพย์ จึงหยิบล้อข้างมาใส่ พร้อมดัดขึ้นสูง

“เหวอ เหวอ เหวอ” มิรันร้องเสียงหลง
จักรยานเซไปเซมา แต่ไม่ล้ม เพราะล้อข้างช่วยรับไว้ ซ้ายที ขวาที พร้อมกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดของล้อข้างที่ส่งเสียงแทบจะตลอดเวลา
“หนูพยายามบาลานซ์สิลูก ถ้าจักรยานเอนซ้าย หนูก็เอนขวา ถ้าจักรยานเอนขวา หนูก็เอนซ้าย จับแฮนด์ให้ตรง” ผมตะโกนโหวกเหวก วิ่งตามลูกอยู่ห่างๆ

ผ่านไปอีกหลายวัน เสียงเอี๊ยดอ๊าดของล้อข้างเริ่มน้อยลง บางครั้งล้อข้างไม่ได้แตะพื้นติดต่อกันหลายวินาที

“มิรัน พ่อว่าหนูพร้อมแล้วล่ะ พรุ่งนี้พ่อจะถอดล้อข้างออกแล้วนะ”
“พ่อจะถอดล้อออกแล้วเหรอ”
มิรันทำเสียงอิดออด
“หนูขี่ได้แล้ว เชื่อพ่อสิ”
“ขี่สองล้อ สนุกกว่าสี่ล้อนะ”
“ก็ได้ค่ะ”
แล้วสองพ่อลูกก็เกี่ยวก้อย

ณ ถนนหน้าบ้าน สองล้อข้างถูกวางทิ้งไว้

“มิรัน เดี๋ยวตอนแรกพ่อช่วยจับอานไว้ก่อน แล้วพ่อจะปล่อยนะ”
“โอเคค่ะ”

พอเริ่มขี่ ควาวนี้ผมรู้สึกว่ามิรันทรงตัวได้
“พ่อปล่อยแล้วนะ”
“พ่อปล่อยเลยค่ะ”
“ว้าว ว้าว ว้าว”
มิรันร้อง
“มิรันขี่ได้แล้ว มิรันขี่ได้แล้ว” ผมร้องเสียงหลง
วินาทีที่เห็นลูกขี่จักรยานสองล้อด้วยตัวเอง มันเป็นโมเมนต์ที่ดีมากจริง ๆ นะ ผมใช้สายตาส่งลูกด้วยความปลาบปลื้มใจ

ตอนแรกผมอาจเข้มงวดกับลูกเกินไป คิดว่าการยกล้อขึ้นสูงทำให้เค้ารู้สึกเหมือนอยู่ใน comfort zone ทัศนคติแบบนี้อาจทำให้ลูกเกิดความคิดว่ายังไงก็มีคนช่วย ยังไงก็มีคนรองรับ
แต่ชีวิตจริงมันไม่ใช่ ไม่มีล้อข้างมารองรับ ถ้าล้มคือล้มเลย

แต่พอฝึกแบบถอดล้อ กลับยิ่งสร้างความไม่มั่นใจ ฝึกนานไป ความมั่นใจยิ่งหดหาย
วิธีการนี้อาจเป็นวิธีการที่ดี แต่อาจไม่เหมาะกับเด็กทุกคน
เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน จะฝึกวิธีเดียวกันไม่ได้ ต้องปรับวิธี ต้องประนีประนอม

แล้วเด็กจะค่อยๆเกิดความมั่นใจ รู้ตัวอีกที จากประโยค “พ่อห้ามปล่อย” ก็กลายเป็น “พ่อปล่อยเลยค่ะ”

“มิรัน หนูขี่จักรยานได้แล้ว ดีใจไหมลูก”
“ดีใจ”
มิรันตอบพลางส่งยิ้มกว้าง
พ่อก็ยิ้มกว้างเช่นกัน ^_____^

ขอบคุณนะ เจ้าสองล้อ ..